Actions

Work Header

Rating:
Archive Warning:
Category:
Fandom:
Relationship:
Characters:
Language:
ไทย
Stats:
Published:
2018-06-15
Words:
22,585
Chapters:
1/1
Comments:
2
Kudos:
3
Bookmarks:
1
Hits:
193

can i put my ____?

Summary:

หน้าที่ของนักส่งของมีเพียงอย่างเดียวก็คือ "ขนส่งสิ่งที่ลูกค้าต้องการไปให้ถึงที่หมายให้เร็วที่สุด"

กฎเหล็กเพียงข้อเดียวที่ช่างง่ายแสนง่ายเหลือเกินตลอดเวลาที่เขาอยู่ในวงการนี้มา

แต่ใครมันจะไปคิดว่าไอ้กฎเหล็กที่ว่ามันจะกลายเป็นเรื่องงี่เง่าไปได้...

Notes:

(See the end of the work for notes.)

Work Text:

 

 

I'll keep your safe in these arms of mine


Hold on to me pretty baby and you'll see


I can be all you need

 

 

 

ผู้คนส่วนใหญ่นำอะไรไปให้บุรุษไปรษณีย์ขนส่งกันนะ?

 

 

จดหมาย? เอกสาร? เสื้อผ้า? อาหาร? หนังสือ? ผลิตภัณฑ์เสริมความงาม? เครื่องใช้ไฟฟ้า?
และอีกมากมายหลายสิ่งที่เกินจะกล่าวถึงได้หมด สิ่งเหล่านั้นอาจจะเป็นหนึ่งในล้านพัสดุที่มีอยู่มากมายในบรรจุภัณฑ์ในรูปของซองเอกสารหรือกล่องกระดาษทรงสี่เหลี่ยม ซึ่งนั่นเป็นการส่งของในโลกเบื้องหน้าอย่างแน่นอน

 

 

แต่ ‘คิมนัมจุน’ หรือที่ผู้คนในโลกฝั่งนี้เรียกเขากันว่า ‘RM’ นั้น...ไม่เคยขนส่งอะไรแบบที่กล่าวมาเลยแทบจะทั้งสิ้น

 

ก็นะ มันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยสำหรับวงการ 'นักส่งของ' อย่างเขา ถ้าเป็นอย่างนั้นแล้วสิ่งที่เขาจะขนส่งคืออะไรน่ะหรือ?

 

เงิน ที่ซึ่งได้มาด้วยความละโมบและโสมม ผู้หญิง ที่ถูกตีตราเป็นสินค้าราวกับพวกเธอไม่มีชีวิตจิตใจ อาวุธ ซึ่งเป็นเครื่องมือในการทำสงครามของพวกสังคมในเงามืด ยาเสพติด ของผิดกฎหมาย รวมไปถึงร่างไร้วิญญาณ คู่อริของลูกค้าด้วยเช่นกัน

 

หน้าที่ของนักส่งของมีเพียงอย่างเดียวก็คือ ขนส่งสิ่งที่ลูกค้าต้องการไปให้ถึงที่หมายให้เร็วที่สุด

 

กฎเหล็กเพียงข้อเดียวที่ช่างง่ายแสนง่ายเหลือเกินตลอดเวลาที่เขาอยู่ในวงการนี้มา
แต่ใครมันจะไปคิดว่าไอ้กฎเหล็กที่ว่ามันจะกลายเป็นเรื่องงี่เง่าไปได้

 

เมื่อเขาต้องมาขนส่ง

 

 


“ตะเกียงแก้ว”

 

 

 

 

Friday 26 May 20XX ,03.05 A.M.

 

ช่างเป็นช่วงเวลาอันแสนเงียบสงัด ที่ซึ่งราตรีกาลนั้นยังคงย่ำกรายเข้าไปในทุกพื้นที่ ไม่เว้นแม้แต่เขตโรงงานอุตสาหกรรมที่ถูกปล่อยทิ้งร้างในแถบชานเมือง

 

ในมือซ้ายของนัมจุน ไม่สิ ของ RM นั้นกำลังหมุนไฟแช็กสำหรับจุดบุหรี่ไปมาอย่างเพลินใจ เสียงดนตรีสไตล์คันทรี่ที่ดังออกมาจากวิทยุรถยนต์ก็ช่วยเสริมไม่ให้บรรยากาศรอบกายที่เต็มไปด้วยความมืดมิดนั้นต้องดูวังเวงไปมากกว่านี้ ก็นะ จะไม่ให้เขาเพลิดเพลินได้อย่างไรกันในเมื่อคืนนี้ก็เป็นอีกคืนหนึ่งที่งานของเขากำลังจะเข้ามาจากลูกค้ารายใหญ่

 

ซึ่งลูกค้ารายนี้นั้นก็...ยิ่งใหญ่พอตัวล่ะนะสำหรับแก๊งไอริน (Aileen) ผู้มีสโลแกนแก๊งที่ดูดีเสียจนทำเอานึกภาพไม่ออกเลยว่าเป็นคนของฝั่งนี้ “ปัดเป่าภัยแห่งราตรีกาลให้ย่อยยับ” ฟังดูเหมือนผู้ผดุงคุณธรรมอย่างไรชอบกล แต่การกระทำของเจ้าพวกนั้นน่ะหรอ...เหอะ ต้องบอกว่า ห่างไกล จากคำว่าผู้ผดุงความคุณธรรมสิ้นดี

 

แต่ถึงอย่างนั้นนักส่งของอย่าง RM ก็ไม่มีสิทธ์อะไรจะไปวิพากษ์วิจารณ์ธุรกิจของลูกค้าได้ เขาก็แค่ทำข้อตกลงงานกับอีกฝ่าย รับเงินค่าจ้าง แล้วก็เอาของไปส่งตามที่ลูกค้าสั่ง เรื่องมันก็เท่านั้น ไม่มีความจำเป็นอะไรจะต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกันอีก

 

โลกน่ะมันก็หมุนไป เขาก็แค่หมุนตาม เพราะไม่อย่างนั้นแล้วแรงเหวี่ยงที่เขาต้องเผชิญจากมัน อาจจะทำให้เขาไม่สามารถอยู่ต่อไปในโลกอันแสนเย็นชานี้ได้ล่ะนะ

 

เขาแค่นยิ้มให้กับตัวเอง ก่อนที่ปลายสายตาจะจับได้ถึงแสงไฟจากรถยนต์หลายสิบคันที่กำลังวิ่งตรงดิ่งมายังโรงงานร้างที่เขากำลังยืนอยู่

 

กำลังนึกถึงอยู่พอดีก็มากันเลยแฮะ ตายยากกันดีจริง ๆ

 

รถสปอร์ตคันหรูสีทองที่แม้จะถูกความมืดเข้าปกคลุมแต่ก็ยังคงความงามสง่าเอาไว้ได้กำลังแล่นเข้ามาจอดตรงข้ามกับรถกระบะสีดำสี่ประตูที่ดูซอมซ่อซึ่งจะเป็นรถของใครไม่ได้เลยนอกจากคนที่กำลังจุดบุหรี่ขึ้นมาสูบอย่างเขา

 

แหม ช่างเลือกที่จอดซะจริงเชียว RM คิดพร้อมกับแย้มรอยยิ้มการค้าเมื่อสังเกตเห็นบุคคลที่เดินลงมาจากรถสปอร์ตคันตรงหน้า

 

ทีแรกเขาก็คิดว่าคงตาฝาดไป แต่ต่อให้กระพริบตากี่ครั้งก็ตามคนตรงหน้าก็ยังคงเป็นคนเดิม คนที่เขาไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่าจะได้มาพบกันซึ่ง ๆ หน้าในระยะเผาขนขนาดนี้

 

“สวัสดี คุณนักส่งของ” ปาร์ค จีมิน ชายผู้กุมบัลลังก์ของไอรีนไว้ ราชันย์แห่งรุ่งสางลำดับที่ 4 ที่ใคร ๆ ต่างก็ร่ำลือถึงความร้ายลึกภายใต้ใบหน้าที่ดูสงบเรียบร้อยนั่น


“สวัสดีเช่นกันครับคุณปาร์ค แม้จะเป็นการเสียมารยาทไปสักนิด แต่ผมก็อดจะแปลกใจไม่น้อยเลยที่คุณมาปรากฏตัวในที่แบบนี้”

 

ผู้ถูกกล่าวถึงหรี่ตามองชายตรงหน้าผู้ใส่สวมเสื้อเชิ้ตสีดำสกรีนลายกับกางเกงยีนส์ที่กำลังยืนสูบบุหรี่ในท่าทางสบาย ๆ นั้นอย่างประเมินความสามารถเอาไว้ในใจ ประโยคหยั่งเชิงที่ฟังดูแล้วเหมือนจะเคารพในอำนาจของเขาแต่ท้าทายอย่างน่าประหลาดนั่นทำให้รู้สึกว่าหมอนี่มองข้ามไปไม่ได้เลย...

 

“จะแปลกใจหรือไม่แปลกใจเห็นทีคงจะไม่ใช่เรื่องสำคัญเท่าไรหรอกนะ” เมื่อจบประโยค เสียงดีดนิ้วก็ดังขึ้น ก่อนที่กระเป๋าหนังเรียบหรูทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าสีดำขนาดพอ ๆ กับกระเป๋าเอกสารจะถูกวางตรงกลางระหว่างนักส่งของกับราชาแห่งรุ่งสาง

 

“สิ่งสำคัญก็คือผมก็แค่นำสิ่งที่คุณต้องไปส่งมาให้ก็เท่านั้นเอง และนั่นคือค่าจ้างสำหรับงานนี้”

 

มวนบุหรี่ที่เพิ่งถูกจุดได้ไม่นานนักถูกทิ้งลงตามแรงโน้มถ่วงของโลกก่อนจะถูกดับด้วยการเหยียบ มืออันหยาบกร้านของ RM ลูบไปตามคางที่เริ่มมีหนวดเคราบาง ๆ อย่างเคยชิน รอยยิ้มการค้าของเขายังคงประดับอยู่ที่ใบหน้าไม่เปลี่ยน แต่ความคิดที่มีต่อคนตรงหน้านั้นเริ่มค่อย ๆ จะแปรเปลี่ยนไปทีละนิด ๆ

 

เบี่ยงประเด็นเข้าหาเรื่องธุรกิจทันที สมแล้วที่เป็นราชันย์รุ่นที่สี่ของไอริน ฉลาดไม่เบาเลยนี่


ตุกติกแบบโจ่งแจ้ง ก็สมเป็นพวกไอรินหรอกนะ

 

“แล้ว...ของที่ว่าจะให้ไปส่งล่ะครับ?” แม้จะไม่ค่อยรู้สึกถูกโฉลกด้วยเท่าไร แต่อย่างไรก็ตาม งานก็ยังต้องเป็นงานสำหรับนักส่งของอย่างเขาอยู่วันยังค่ำ

 

“....” อีกฝ่ายไม่ได้ตอบคำถามนั้น มีเพียงเสียงดีดนิ้วที่ดังขึ้นอีกครา คราวนี้พวกลูกน้องที่พากันยกโขยงมาคุ้มกันหัวหน้าของแก๊งก็รีบจัดแจงบางอย่างทันที

 

เท่าที่เขาพอจะเห็นได้จากแสงไฟที่ส่องสว่างจากรถสปอร์ตที่กำลังส่องจี้ดวงตาของเขาอยู่นั้น ดูเหมือนจะมีใครบางคนกำลังเดินลงมาจากรถยนต์อีกคัน ร่างนั้นค่อย ๆ เดินใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ จนกระทั่งมาหยุดยืนในระดับเดียวกันกับคนตรงหน้าเขา

 

ด้วยรูปร่างที่สูงทำให้ RM สังเกตอะไร ๆ ได้ชัดเจนขึ้น เส้นผมสีดำขลับที่ถูกจัดทรงให้พองขึ้นมานิด ๆ นั่นดูเข้ากับดวงหน้าของอีกฝ่ายดูอ่อนโยนไม่สมกับที่คลุกคลีอยู่กับแก๊งไอรีนเลยสักนิด อาจเพราะรอยยิ้มหวานที่ประดับอยู่บนใบหน้าตลอดเวลา ประกอบกับดวงตากลมโตใสราวกับลูกแก้วนั้นจ้องมองมายังเขาก่อนที่จะเลื่อนไปสบกับหัวหน้าแก๊งไอริน

 

“เราคงต้องลากันตรงนี้สินะ จีมินนา...” น้ำเสียงแผ่วเบาที่ได้ยินกันอยู่แค่สองคนนั้นทำให้หัวใจของผู้ที่ถูกเอ่ยนามถึงรู้สึกเจ็บปวดกับความเป็นจริงที่กำลังเกิดขึ้น

 

“สักวันหนึ่งฉันจะพาเธอกลับมา รอฉันก่อนนะ...” มือเรียวถูกกอบกุมขึ้นก่อนจะถูกจรดจุมพิตด้วยริมฝีปากของราชาแห่งรุ่งสาง ร่องรอยความอุ่นชื้นจากริมฝีปากที่ได้ประทับลงไปนั้นส่งผ่านจากหลังฝ่ามือสู่ใบหน้าของอีกคนได้เป็นอย่างดี เห็นได้ชัดจากรอยปื้นจาง ๆ ที่แต่งแต้มดวงหน้านั้นให้ยิ่งดูมีเสน่ห์มากขึ้นไปอีก

 

“งั้น...ไว้เจอกันใหม่นะจีมินนา” มือเรียวนั้นหลุดออกจากการกอบกุมของเขาไปแล้ว ไม่ว่าปาร์ค จีมินคนนี้อยากจะใช้กำลังทุกอย่างที่ตัวเองมีดึงรั้งอีกคนไว้มากแค่ไหนก็ไม่อาจจะทำได้

 

สัญญาก็ยังคงต้องเป็นสัญญา สัตย์วาจาแห่งราชานั้นจะเสื่อมลงไม่ได้เด็ดขาด

 

“แล้วเจอกันใหม่ ตะเกียงวิเศษของฉัน...”

 

 

 


ฉากร่ำลาสุดซึ้งที่เขาได้เห็นก่อนหน้านั้น มันทำให้เขาแทบอยากจะตบหน้าตัวเองซ้ำ ๆ เพื่อย้ำให้ชัดเจนว่าเขาไม่ได้ฝันไปใช่ไหมกับสายตาและรอยยิ้มอันอ่อนโยนจากหัวหน้าแก๊งไอรินคนนั้น

 

นี่มัน...บ้าไปแล้ว!

 

หมอนี่เป็นใคร? ทำไมถึงได้ทำให้ปาร์ค จีมินเป็นแบบนั้นได้กัน?

 

คำถามมากมายผุดขึ้นในหัวสมองของเขาไม่มีหยุด แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังต้องรักษาท่าทีให้ดูนิ่งเฉยไว้มากที่สุด

 

คนที่ผละจากการกอบกุมของราชาแห่งรุ่งสางมากำลังยืนส่งยิ้มหวานให้กับเขา

 

“สวัสดีครับ คุณ เอ่อ...นักส่งของ?” ถ้อยคำทักทายอันแสนเรียบง่ายจากอีกฝ่ายไม่ได้ทำให้ RM รู้สึกหายสงสัยอะไรได้เลย

 


แต่ที่แน่ ๆ อย่างหนึ่งก็คือตอนนี้เขาได้คำตอบแล้ว

 

 

ของที่ว่าจะให้ไปส่ง...ก็คือหมอนี่นั่นเอง

 

 

 

ข้อตกลงการค้าจากหัวหน้าแก๊งไอรินไม่มีอะไรมากสำหรับ RM หรือจะให้เรียกได้ว่าเรียบง่ายอย่างสุดบรรยายดีกันล่ะ

 

“พา ‘ตะเกียงแก้ว’ ไปส่งที่แก๊งเนตรา(Neta) ที่รออยู่ท่าเรือของฝั่งทะเลตะวันตกไม่เกินหกโมงเย็นของวันที่ 27 หากไปถึงก่อนกำหนดก็ให้ติดต่อผ่านโน้ตที่ให้ไว้”

 

คราวนี้เป็นการขนส่งคน คนจริง ๆ ที่ไม่ใช่ร่างไร้วิญญาณอย่างที่ผ่าน ๆ มา
ก็พิลึกดีในความรู้สึกของเขา พอ ๆ กับที่มันสมเหตุสมผลที่เจ้าราชารุ่งสางนั้นเลือกใช้งานเขา

 

คนคนนี้ เขาหมายถึงร่างข้างกายเขาที่กำลังนั่งเล่นเกมในมือถือของตนโดยไม่สนใจอะไรซึ่งถูกเรียกชื่อว่า “ตะเกียงแก้ว” นี้มีความสำคัญต่อหัวหน้าแก๊งไอรินอย่างปาร์ค จีมินเป็นอย่างมาก มากถึงขนาดที่ว่าท่าทีพิเศษนั่นมันไม่ใช่เรื่องปกติที่จะแสดงออกมาเลยล่ะนะ แต่ก็มีบางอย่างที่ขัดแย้งอยู่ไม่น้อยล่ะนะ

 

ก็ถ้าสำคัญขนาดนั้นแล้วทำไมไม่ไปส่งซะเองให้สิ้นเรื่องสิ้นราวไป?

 

อันที่จริง RM ก็อยากจะถามแบบนั้นอยู่หรอกนะแต่หน้าที่ของนักส่งของน่ะมันไม่ใช่เรื่องการตั้งคำถามกับลูกค้ารายใหญ่ซะด้วยสิ

 

เอาเหอะ...ก็ได้เงินพอจะเอามาประทังชีวิตต่อไปได้แล้ว แค่นี้ก็ไม่ต้องมีการตั้งคำถามใด ๆ แล้วล่ะนะ

 

 

 


Friday 26 May 20XX ,08.22 A.M.


“เอ่อ...คุณนักส่งของครับ?” น้ำเสียงคล้ายกับจะเกรงใจนั่นเรียกความสนใจให้สายตาของ RM ที่กำลังมองถนนตรงหน้าหันไปยังคนที่นั่งอยู่เบาะข้าง ๆ ตน


“เรียกฉันว่า RM ก็ได้”


“ครับ คุณ RM คือว่า...ผมหิวแล้วล่ะครับ”


หา...


“ถ้าเป็นไปได้เราพอจะแวะทานข้าวกันที่ไหนได้บ้างไหมครับ?”

 

อันที่จริงการเดินทางข้ามเมืองจากฝั่งตะวันออกไปยังท่าเรือที่อยู่ฝั่งตะวันตกนั้นก็ค่อนข้างใช้เวลาอยู่พอสมควร แต่ถ้าขับแบบไม่มีการพัก ขับรวดทีเดียวภายในเวลา 7 ชั่วโมง เขาก็มีสิทธิ์ไปส่งเอ่อ...คนข้าง ๆ ได้เร็วกว่าที่กำหนดแน่นอน แต่ไม่ทันไรก็ดูเหมือนแผนการที่คิดไว้จะไม่เป็นไปอย่างที่คิดแล้ว

 

โครกก ก ก

 

อา เห็นแก่เสียงกระเพาะนั่นล่ะกัน...เขาจะยอมพาอีกคนไปกินข้าวก็ได้...

 

 

 

 

Friday 26 May 20XX ,10.10 A.M.


แม้ว่าจะทำให้กระเพาะของอีกฝ่ายต้องเรียกร้องอยู่หลายต่อหลายครั้งตลอดสองชั่วโมงที่ผ่านมาก็ตาม แต่เขาก็ได้พาอีกคนมาเข้าพักโรงแรมข้างทางที่มีร้านอาหารคอยบริการเป็นอย่างดีจนได้ โรงแรม P.O.P แม้ภายนอกจะดูเป็นโรงแรมธรรมดา ๆ สำหรับนักเดินทางที่สัญจรไปมาที่ต้องการที่พักระหว่างทางก็ตาม แต่ทว่าเจ้าของโรงแรมที่นี่นั้นไม่ได้ธรรมดาไปหมดซะทีเดียว ก็เพราะว่าคนคนนั้นเป็นอดีตนักโจรกรรมข้อมูลกลับใจระดับหัวกะทิของวงการที่ใคร ๆ ไม่คาดคิดได้เลยว่าจะเลิกอาชีพในเงามืดมาสู่ชีวิตสามัญชนอย่างคนธรรมดาได้

 

“โอ๊ะ โอ ดูสิดู~ใครกันที่มาเป็นลูกค้าของฉัน” แต่สำหรับ RM แล้วหมอนี่ก็แค่ไอ้ประสาทที่ทำตัวเหมือนมีดอกไม้บานอยู่บนศีรษะตลอดเวลาเท่านั้น

 

“เงียบน่า จองโฮซอก” RM กดเสียงต่ำอย่างให้อีกฝ่ายรู้ว่าไม่ต้องการต่อบทสนทนาที่ไม่มีประโยชน์ต่อสมองของเขาแต่ก็นะ คนอย่างโฮซอกน่ะหรือจะฟัง?

 

“แถมไม่ได้มาคนเดียวซะด้วย เด็กนั่นหน้าตาน่ารักน่าเอ็นดูเชียว” โฮซอกปุ้ยปากไปทาง ‘ตะเกียงแก้ว’ ที่ตอนนี้กำลังนั่งกินเอ่อ...ไม่สิ...ต้องเรียกว่าสวาปามอาหารเข้าปากอย่างเอาเป็นเอาตายมากกว่า อยู่ที่โต๊ะอาหารของร้านภายในโรงแรมแห่งนี้

 

“นั่นน่ะ...ของที่ต้องส่ง” RM เตรียมทำท่าจะจุดบุหรี่สูบแต่ก็ดันโดนมือดีตีเข้าดังเพี๊ยะ

 

“โรงแรมฉันไม่นิยมไอ้สิงห์รมควัน ถ้าจะสูบเชิญด้านนอกครับคุณลูกค้า” รอยยิ้มแบบการค้าที่ไม่ว่ามองกี่ทีก็ดูยียวนกวนประสาทของหมอนี่นั้นทำให้เขารู้สึกหงุดหงิดได้ดีจริง ๆ

 

“ห้องพักเดี่ยว 2 ห้อง หนึ่งคืน” RM ที่ไม่อยากจะเสียเวลาต่อความยาวสาวความยืดจากโฮซอกรีบตัดบทเข้าธุระที่เขาเข้ามายังโรงแรมแห่งนี้ทันที

 

“เสียใจด้วยครับคุณลูกค้า เหลือแค่ห้องสวีทแค่หนึ่งห้องเท่านั้น”

 

ก็บอกแล้วว่าหมอนี่มันยียวน มีหรือที่โรงแรงแห่งนี้จะที่พักเต็มในวันแบบนี้เนี่ยนะ?

 

“เลิกกวนประสาทฉันซักทีเจย์”

 

“แหม ๆ ไม่น่าจะถึงกับต้องเรียกชื่อนั้นกันก็ได้เค้าเขินนะตัวเอง”

 

“ท่าทางสะดีดสะดิ้งของแกมันทำฉันคลื่นไส้จริง ๆ ฉันขอเตือน”

 

“เฮ้อ ไม่มีอารมณ์ขันเอาซะเล้ยยย พ่อนักส่งของ แต่ว่าฉันไม่ได้โกหกจริง ๆ ที่พักเต็มเพราะใกล้ ๆ นี่มีการจัดงานแต่งงานของหัวหน้าหมู่บ้าน พวกเครือญาติชิดสนิทกันก็เลยแห่กันมาจองห้องพักกันหมดแล้ว เพราะงั้น...”

 

คีย์การ์ดสีชมพูหวานแหววกับกุญแจสีเงินถูกวางลงบนเคาน์เตอร์ก่อนจะถูกยื่นมาให้เขา

 

“ขอให้มีความสุขการกับการเข้าพักนะครับ คุณ-ลูก-ค้า ❤”

 

 

 

 


ฆ่า ฆ่า ฆ่า!

 

ต้องฆ่าคนอย่างหมอนั่นให้ได้ ไอ้จองโฮซอก!
ถึงแม้จะเป็นแค่คืนเดียวแต่ต้องมานอนพักกับผู้ชายด้วยกันในห้องสวีทเนี่ยนะ?!

 

“ว้าว เตียงใหญ่มาก ๆ เลยครับ”

 

ถึงแม้ว่ามู้ดอารมณ์ของ RM จะเดือดผล่านไปด้วยความอยากจะฆาตกรรมเจ้าของโรงแรมนี้ขนาดไหนแต่ดูเหมือนว่าอีกคนจะไม่ได้สนใจมันมากไปกว่าการได้นอนบนเตียงนุ่ม ๆ นั่นหลังจากกินอาหารไปเกือบห้าจานได้ (ซึ่งยังไม่รวมไปพวกขนมหวานเข้าไปด้วยน่ะนะ...)

 

“ฮิฮิ” ตะเกียงแก้วนั้นเหมือนกับเด็กน้อยไม่มีผิด เขากลิ้งไปมาบนเตียงพรางหัวเราะอย่างอารมณ์ดี ไม่ว่ามองยังไงคนคนนี้ก็ไม่น่าจะอยู่โลกของฝั่งนี้ได้เลย สิ่งที่อีกคนแสดงออกมันทำให้ RM รู้สึกขัดแย้งและสับสนไปหมด

 

RM นั่งลงที่ปลายเตียงในขณะที่อีกฝ่ายยังคงกลิ้งไปกลิ้งมาไม่หยุดหย่อน เขาเพิ่งมานึกขึ้นได้ว่านี่มันผ่านมาเกือบสิบสองชั่วโมงแล้วที่อีกคนยังไม่ได้ชำระล้างร่างกายเลย

 

“นี่ นายอยากอาบน้ำก่อนไหม? เอ่อ...ตะเกีย —”

 

“เรียกว่า ‘จิน’ ก็ได้ครับคุณ RM” ดวงตากลมโตนั้นจดจ้องมายังเขาที่หันไปตามคำตอบของอีกฝ่าย

 

“อย่างน้อยก็เรียกง่ายกว่าตะเกียงแก้วใช่ไหมล่ะครับ?” แล้วก็ยิ้มหวานที่ออดอ้อนเหมือนลูกแมวตัวน้อย ๆ นั่นก็ทำให้เขารู้สึกว่าอีกฝ่ายไม่เหมาะกับการเป็นคนของฝั่งนี้จริง ๆ นั่นแหละนะ

 

“ก็...จริงอย่างนายว่าล่ะนะ เอาไงล่ะจิน? นายจะอาบน้ำก่อนฉันไหม?”

 

“ไม่ดีกว่าครับ คุณ RM ขับรถมาเหนื่อย ๆ คุณควรอาบก่อนผมนะครับ”

 

“เอางั้นก็ได้ฉันเองก็เหนียว ๆ ตัวอยู่พอดี” เขาลุกขึ้นยืดเส้นยืดสายตัวเองซักพักก่อนจะหันหลังกลับไปมองคนที่นอนเล่นมือถืออยู่บนเตียง หากพิจารณาจากกรอบใบหน้าและรูปร่างแล้วอีกฝ่ายน่าจะอายุไม่ห่างจากเขามากนัก

 

“นาย...อายุเท่าไหร่?” คำถามนั้นเรียกให้ดวงตากลมโตที่จ้องมองเกมในมือถือที่กำลังเล่นอยู่ถึงกับเบิ่งกว้างก่อนจะนิ่งไปสักพัก

 

“อ่า...โทษที ถ้าไม่อยากตอบก็ไม่เป็นไร...”

 

“ถ้าตอบว่าผมไม่รู้อายุที่แท้จริงของตัวเอง คุณ RM จะว่าแปลกไหมครับ?” เพราะคำตอบที่เกินกว่าที่คาดการณ์เอาไว้นั้นเองจึงทำให้เขาเป็นฝ่ายเบิ่งตากว้างบ้าง

 

“ถ้าฉันบอกว่าแปลก นายจะว่ายังไงล่ะ?”

 

“ผมว่ามันไม่ผิดเลยที่คุณจะคิดอย่างนั้นครับ แต่ถ้าให้เดาคุณ RM น่าจะอายุ 38?” อาจจะด้วยดวงตาที่ดูใสซื่อนั่นทำให้ RM ผู้ถูกเดาอายุผิดไปมากโขยังคงหัวเราะออกมาได้อย่างสบาย ๆ

 

“ผิดแล้วล่ะ ถึงจะหน้าแก่ยังไงฉันเพิ่งจะ 24 ต่างหากล่ะ”

 

“ผมว่าเราคงอายุใกล้เคียงกันนะครับ แต่ไม่แน่คุณอาจจะเป็นเด็กกว่าผมก็ได้นะ”

 

“แต่อายุมันไม่สำคัญสำหรับโลกฝั่งนี้หรอก จริงไหมล่ะ?” คำถามหยั่งเชิงที่เขานั้นอยากจะรับรู้ถึงความเป็นมาของอีกคนให้มากขึ้น

 

“ก็อาจใช่ครับ...มันไม่สำคัญเลยว่าจะเด็กหรือผู้ใหญ่ สำหรับโลกใบนี้ก็มีแค่รอดหรือตายเท่านั้น” ท่าทีเด็กน้อยได้หายไปอย่างสิ้นเชิง น้ำเสียงและสายตาอันเศร้าสร้อยนั้นบ่งบอกได้เลยว่าคนคนนี้ผ่านสิ่งที่ทำให้เจ็บปวดมามากมาย

 

“งั้นผมขอถามคุณ RM บ้างดีกว่า ได้ไหมครับ?” สงสัยจะอยู่กับไอ้เจ้าราชารุ่นที่สี่มามากเกินไป ไอ้วิธีหลบเลี่ยงคำตอบแบบนี้น่ะมันน่านัก

 

“เจ้าเล่ห์เหมือนไอ้หมอนั่นไม่มีผิดเลยนะนายเนี่ย”

 

“หมอนั่น? อ๋อ...ถ้าคุณหมายถึงจีมินนี่ล่ะก็ผมว่าผมกับเขาคงเทียบกันไม่ติดหรอกครับ”

 

“บรื๋อ ขนลุกชะมัด! จะมีสักกี่คนกันที่กล้าเรียกราชาแห่งรุ่งสางได้แบบนาย เป็นคนอื่นคงโดนเอาปืนจ่อหัวไปแล้—”

 

“คุณ RM เองก็หลบเลี่ยงคำถามของผมเหมือนกันนะครับ”

 

ไอ้หมอนี่...

 

“อะๆ ฉันยอมแพ้ ดูเหมือนจะบ่ายเบี่ยงยังไงนายก็จะถามให้ได้สินะ” RM ยกมือขึ้นเหนือหัวเป็นสัญญาณว่าเขายอมแพ้ให้กับคนที่ส่งรอยยิ้มชอบใจมาให้อย่างราบคาบ

 

“ชื่อ...ผมหมายถึงชื่อจริง ๆ ของคุณชื่อว่าอะไรหรอครับ?”

 

ณ จังหวะนั้นที่คำถามได้สิ้นสุดลง สายตาที่แสดงความสงสัยอย่างปิดไม่มิดนั่นมันทำให้ RM ได้แต่คิดทบทวนกับตัวเองว่าแท้จริงแล้วคนตรงหน้ากำลังหยั่งเชิงเขาหรือเพราะแค่อยากรู้อยากเห็นจริง ๆ เท่านั้น?

 

อันที่จริง มันก็ไม่ได้เป็นกฎเกณฑ์อะไรทั้งนั้นสำหรับคนของโลกฝั่งนี้แต่ทว่าการบอกชื่อจริงของตัวเองเป็นเรื่องที่เสี่ยงอันตรายมาก โดยเฉพาะคนที่ไม่ได้เข้าพรรคพวกกับใครอย่างเขา การทำงานให้กับธุรกิจมืดก็ย่อมต้องป้องกันตัวเองในระดับหนึ่งถึงได้ตั้งฉายาให้กับตัวเองขึ้นมา

 

“ฉันไม่รู้หรอกนะว่านายอยากรู้ไปทำไม แต่คำถามนี้ฉันขอผ่าน” เขาหมุนตัวหันหลังให้กับอีกคนเพื่อจะเดินไปเข้าห้องน้ำชำระล้างร่างกายแต่ทว่าเมื่อเดินไปได้ไม่กี่ก้าวเท่านั้น น้ำเสียงจากคนบนเตียงก็เรียกให้เขาหันกลับไปมองอีกจนได้

 


“คิมซอกจินครับ”

 

หา...

 

“ผมชื่อคิมซอกจิน หมายถึงชื่อจริง ๆ น่ะครับ” เขาก้าวเข้าไปหาอีกฝ่ายที่เปลี่ยนจากท่านอนเป็นการนั่งขัดสมาธิบนเตียง ในมือก็ชักปืนที่อยู่แนบอยู่กับกระเป๋ากางเกงขึ้นมาก่อนจะเล็งไปที่ลำคอขาวนั่น ความเย็นเหยียบของอาวุธในมือของ RM ไม่ได้ทำให้ดวงตากลมโตราวกับลูกกวาดนั่นแสดงอาการหวาดกลัวออกมาแต่อย่างใด กลับกันลูกกวาดสีน้ำตาลใสนั่นยังคงจ้องมองมาที่เขาอย่างคาดคั้นในคำตอบของคำถาม

 

“รู้ตัวไหมว่านายกำลังทำเรื่องที่มันเสี่ยงตายแค่ไหน?”

 

“รู้สิครับ”

 

“ก็แล้วทำไมยังจะกล้าพูดชื่อจริงของนายออกมาอีก!?”

 

“ก็เพราะบนโลกใบนี้ไม่เหลือคนที่จะเรียกชื่อนี้อีกแล้วน่ะสิครับ” ปืนที่ถูกจ่ออยู่ที่ลำคอผ่อนแรงกดลงอย่างเห็นได้ชัด เพราะเจ้าของปืนนั้นกำลังใช้สมองใคร่ครวญถึงคำตอบของ ‘คิมซอกจิน’ อย่างหนักจนละความสนใจไป

 

“ผมคิดว่าต่อให้คุณยิงผมตอนนี้หรือการที่จะไปส่งผมให้กับแก๊งค์เนตราก็ไม่มีอะไรต่างกัน เพราะผมไม่รู้สึกว่าผมมีชีวิตอยู่อีกแล้ว”


“เพราะงั้นถ้าคืนนี้จะเป็นคืนสุดท้ายของชีวิต ผมก็อยากให้ใครซักคนเรียกชื่อที่แท้จริงของผมเป็นครั้งสุดท้าย”

 

สิ่งที่เขาคิดมันผิดทุกอย่าง สิ่งที่ RM เคยคิดว่าคนคนนี้ไม่น่าจะเป็นคนของโลกฝั่งนี้ได้นั้นเป็นเรื่องที่ผิดหมด
แววตานั่น แววตาที่หมดความรู้สึกของโลกใบนี้ แววตาที่ต้องการจะหลุดพ้นไปจากโลกที่หมุนไปอย่างโหดร้าย

 

เขารู้จักแววตานั้นเป็นอย่างดี เพราะเขาเองก็มีแววตาแบบนี้ไม่ต่างกันในสมัยก่อน การจ้องมองเข้าไปในดวงตากลมโตนั่นทำให้เขาเข้าใจได้ในที่สุดว่าคนคนนี้คือคนที่อาศัยอยู่ในโลกฝั่งนี้ไม่ต่างจากเขาเลยสักนิดเดียว

 

RM ชักปืนเก็บเข้ากระเป๋ากางเกงของตัวเอง ก่อนจะเดินตรงไปยังห้องน้ำอย่างที่ตั้งใจไว้ทีแรก ปล่อยให้ซอกจินมองตามแผ่นหลังนั้นไป

 

คิดว่าจะได้เจอคนที่เป็นเหมือนกันแล้วซะอีก ซอกจินคิดก่อนจะถอนหายใจออกมาเบา ๆ

 

“คิมนัมจุน...”

 

“เอ๋...”

 

“นั่นคือชื่อของฉัน”

 

จากนั้นบานประตูห้องน้ำก็ปิดลงพร้อม ๆ กับรอยยิ้มหวานของคนที่ได้รับคำตอบ

 

“เป็นคนดีอย่างที่คิดจริง ๆ นะครับ คุณนัมจุนเนี่ย”

 

 

 


Friday 26 May 20XX ,04.32 P.M.

 

หลังจากที่ RM อาบน้ำเสร็จเรียบร้อย เขาก็ปลุกคนที่เผลอหลับไปบนเตียงนุ่มให้ลุกขึ้นมาอาบน้ำพร้อมกับยื่นเสื้อผ้าที่ปาร์ค จีมินเตรียมเอาไว้ให้ในกรณีที่อีกคนต้องการจะเปลี่ยนเสื้อผ้า เสื้อเชิ้ตพื้นขาวลายจุดสีแดงที่มาพร้อมกับเสื้อกั๊กที่น้ำเงินเข้มเข้ากับกางเกงขายาวที่ถูกเตรียมมานั้นทำเอาเขารู้สึกว่ารสนิยมของราชารุ่นสี่ของไอรินนี่ต้องมีปัญหาแน่ ๆ

 

แต่พอเห็นซอกจินใส่แล้วเขาก็รู้สึกว่าอาจจะเป็นตัวเขาเองที่มีปัญหาเรื่องแฟชั่น เมื่ออีกฝ่ายแต่งตัวเสร็จแล้วเดินออกมาจากห้องน้ำเขาจึงได้รู้ว่าซอกจินใส่อะไรก็ดูดีไปซะหมดจริง ๆ

 

“ไปกันเลยไหมครับคุณนัมจุน?”

 

“ห๊ะ...นายพูดถึงเรื่องอะไรกัน? ถ้าหมายถึงจะไปส่งนายน่ะฉันวางแผนไว้แล้วว่าจะไปตอนเช้า”

 

“ไม่ใช่เรื่องนั้นครับ ผมหมายถึงปาร์ตี้ฉลองครบรอบ 5 ปีของโรงแรมนี้ต่างหาก”

 

“คุณโฮซอกให้บัตรเชิญของผมกับคุณมา เขาไม่ได้บอกหรอครับ?”

 

 

 


Friday 26 May 20XX ,09.10 P.M.


“แหม แหม แหม คนมันก็อายุมากแล้วจะลืมบอกนายไปมันก็เป็นเรื่องธรรมดานี่นา”

 

“นายอายุเท่าฉันเพราะงั้นอายุไม่ใช่ปัญหาแต่น่าจะความประสาทของแกมากกว่า”

 

“อู้วววว ดุจริงอะไรจริง นี่นักส่งของหรือนักกักขังสุนัขไว้ในปากกันแน่หนอ~”

 

“ฉันยิงแกทิ้งตรงนี้ซะเลยดีไหม?”

 

“ใจเย็นเพื่อนรัก ฉันยังไม่อยากเอาชีวิตมาทิ้ง อีกอย่างนี่งานฉลองโรงแรมฉันนะ รื่นเริงกันหน่อยสิพวก”

 

“ใครเพื่อนรักแก อีกอย่างแกทำอย่างนี้เท่ากับทำฉันเสี่ยงว่าเด็กนั่นจะโดนคนอื่นขโมยไปนะโว้ย!”

 

“เอาน่า ๆ ใจเย็นไว้พ่อหนุ่ม นายก็น่าจะรู้ว่าเด็กคนนั้นแทบไม่เคยได้เข้าสังคมแบบนี้เลย ให้เขาได้มีความสุขกับมันสักนิดจะเป็นอะไรไป”

 

มันก็คงจะจริงอย่างที่โฮซอกว่า ถึงซอกจินจะมีชีวิตในโลกฝั่งนี้แต่งานรื่นเริงแบบนี้คงแทบไม่เคยได้สัมผัส ดวงตาที่เปล่งประกายนั่นตอนที่มองไปยังอาหารที่จัดเตรียมไว้นั้นทำให้นัมจุนใจอ่อนยวบ

 

“ไงก็ตาม เฝ้าให้ดีล่ะกันก่อนที่คนอื่นจะงาบไป” ว่าแล้วนิ้วชี้ของโฮซอกก็ชี้ไปยังร่างเพรียวที่โดนชายหนุ่มที่ไม่คุ้นหน้าวางมือลงบนเอวบางนั่นอย่างถึงเนื้อถึงตัว นัมจุนรีบลุกขึ้นจากที่นั่งทันทีตามมาด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะของเจ้าของโรงแรมว่าอย่าทำโรงแรมเขาพังไปซะก่อนล่ะ

 

กว่าจะดึงซอกจินให้ออกมาจากสถานการณ์เมื่อครู่ได้ก็ใช้เวลาอยู่ไม่น้อย ถึงเขาจะอยากใช้กำลังแค่ไหนแต่ยังไงนี่ก็เป็นงานรื่นเริงของโฮซอก เขาเองก็ไม่อยากให้เกิดความวุ่นวายในงานของหมอนั่นหรอกนะ

 

แต่ดูเหมือนว่าปัญหาที่แก้ไปแล้วหนึ่งอย่างจะตามมาด้วยปัญหาที่ใหญ่กว่า คิมซอกจินที่ไม่รู้ว่าเผลอไปดื่มของมึนเมาเอาเข้าตอนไหน ตอนนี้เมาไม่ได้สติล้มคอพับจนเขาต้องแบกสารร่างของอีกคนขึ้นห้อง ถึงจะได้สนุกสนานแค่ช่วงครู่ก็ยังดีกว่าที่ไม่ได้ลิ้มรสกับความสุขแบบนี้บ้างล่ะนะ นั่นคือสิ่งที่นัมจุนคิดเมื่อผินใบหน้าไปมองของคนที่อยู่บนแผ่นหลัง

 

เขาก็ยังโชคดีตรงที่ว่าร่างกายของอีกคนแม้จะดูสูงแต่กลับไม่ได้หนักมากมายเท่าที่คิด ไหล่กว้างก็จริงอยู่แต่เอวคอดอย่างเหลือเชื่อ นัมจุนวางร่างที่เมาไม่ได้สติลงบนเตียงใหญ่อย่างแผ่วเบา เมื่อเขากำลังจะลุกขึ้นผละออกจากร่างของอีกคน แรงกระตุกที่ข้อมือที่มาอย่างไม่ทันตั้งตัวนั้นก็ทำให้เขาล้มลงไปทาบทับร่างกายของซอกจิน

 

ดวงตากลมสีน้ำตาลที่เคยใสซื่อไม่มีอีกแล้ว ดวงตาที่สะท้อนเงาของเขาอยู่ในตอนนี้มีเพียงความต้องการบางอย่างที่กำลังปะทุและต้องการที่จะได้รับการเติมเต็มอย่างเห็นได้ชัด

 

“เอ่อ...ซอกจิน นายโอเคไหม?” นัมจุนไม่อยากจะคิดว่าการที่อีกคนเป็นแบบนี้เป็นเพราะว่าต้องการเขาแต่อย่างใด แต่น่าจะมาจากฤทธิ์ของแอลกอฮอล์เสียมากกว่า

 

“คุณนัมจุนรู้ไหมว่าทำไมคนพวกนั้นถึงเรียกผมว่า ‘ตะเกียงแก้ว’ ” น้ำเสียงหวานที่เอ่ยคำถามออกมานั้นราวกับยาพิษ มันทำให้เขาสับสนและมึนงง เขาส่ายหน้าเพื่อเป็นคำตอบให้กับอีกฝ่าย

 

“นั่นก็เพราะผมเป็นจินนี่ไงล่ะ จินนี่ที่จะทำให้ความปรารถนาของพวกเขาเป็นจริง โดยเฉพาะ...เรื่องอย่างว่า

 

มือเรียวนั้นลูบไล้ไปตามกรอบใบหน้า ก่อนจะไล้ไปตามแผงอกจนกระทั่งเกือบโดนเข้ากับจุดไวสัมผัสของเขา ลมหายใจร้อนรวยระรินอยู่เพียงเอื้อม ร่างกายที่ถูกจุดปะทุด้วยความต้องการที่ยากจะฉุดรั้ง ทำให้มือของนัมจุนเริ่มปัดป่ายไปตามเนื้อผ้าชั้นดีของซอกจินอย่างหลงใหล มืออันหยาบกร้านเฟ้นสัมผัสไปทั่วทั้งร่างกาย ลมหายใจของคนที่ถูกสัมผัสเริ่มขาดห้วงและเต็มไปด้วยความต้องการอย่างเห็นได้ชัด

 

“ไวต่อสัมผัสไม่เบานี่” รอยยิ้มลักบุ๋มฉายชัดขึ้นภายใต้แสงอาทิตย์ช่างดูบริสุทธิ์แต่เมื่อมันปรากฏอยู่ภายใต้แสงสีส้มของโคมไฟโรงแรมแล้วช่างดูร้ายกาจอย่างน่าอัศจรรย์

 

“แต่คุณก็ไม่ยอม’สัมผัส’ซักทีนี่” มือเรียวคว้าข้อมือนั้นที่กำลังหยอกเย้าร่างกายของตนอย่างเพลินใจให้ไปสัมผัสกับความต้องการที่ตื่นตัวของตน ทำเอาอีกฝ่ายถึงกับตกใจจนชักมือกลับแทบไม่ทัน

 

“ถ้าไม่แรงพอที่จะทำให้ผมร้องได้ล่ะก็...ระวังจะค้างอยู่คนเดียวนะ”

 

“มันก็ต้องดูก่อนนะว่า...บั้นท้ายนายมันจะพอรับแรงกระแทกได้มากแค่ไหน...”

 

 

 


ณ ห้วงเวลานั้น สำหรับนัมจุนแล้ว ไม่มีอะไรจะมาฉุดรั้งให้เขาไม่สัมผัสคนตรงหน้าได้เลยสักนิด


เขาลืมไปจนหมดสิ้น ลืมแม้กระทั่งกฎเหล็กของนักส่งของที่ว่าจะไม่ยุ่งกับของที่ต้องไปส่งให้ลูกค้า


เขาได้ละเมิดกฎนั้นเสียแล้ว

 

“อึก...อ๊ะ....ระ แรง! แรงกว่านี้อีกสิ อ๊า!”


ร่างกายของซอกจินสั่นสะท้านไปหมด แม้แต่วงแขนที่กำลังรั้งเรียวขาของตัวเองอยู่นั้นก็แทบจะอ่อนปวกเปียกไปเลยเมื่ออีกฝ่ายส่งแรงกระแทกเข้ามาตามอำเภอใจ

 

“ทีแรกก็ทำเป็นปากเก่ง แต่เอ...ปากนายจะ ‘ใช้’ ได้เก่งรึเปล่านะ” ความเร่าร้อนที่จุกรวมอยู่ที่บั้นท้ายหายไปแล้ว สิ่งกระตุ้นเร้าของนัมจุนถูกจ่อเข้ากับริมฝีปากบวมแดงที่ถูกป้อนรสจูบให้หลายต่อหลายครั้ง

 

ริมฝีปากนั้นรับเอาตัวตนของเขาเข้าไปอย่างช้า ๆ ความอุ่นร้อนค่อย ๆ แผ่ซ่านไปในทุกจังหวะเข้าออก และแล้วตะเกียงวิเศษก็แสดงสิ่งพิเศษให้เขาได้แปลกใจนั่นคือริมฝีปากนั้นดูดดึงเข้าไปจนหมด ความรู้สึกที่ปลายชื้นกระแทกเข้ากับลำคอร้อนนั้นเป็นความรู้สึกที่แปลกใหม่และตื่นเต้นมากเสียจนเขาเสร็จเพียงแค่การดูดดึงไม่ถึงนาที

 

คราบน้ำขาวเปรอะเปื้อนไปตามริมฝีปากและพวงแก้มเนียน ยิ่งส่งให้อีกคนดูมีเสน่ห์เย้ายวนมากยิ่งขึ้น

 

“รสชาติใช้ได้นะครับ” นิ้วเรียวนั่นปาดเอาจุดขาวตามใบหน้ามาลิ้มรสชาติพลางส่งสายตาท้าทายให้เขา

 

“แต่ก็ไม่รู้ว่าคุณจะหมดรึยัง อาจจะไม่พอที่จะใส่เข้ามาในตัวผมก็ได้นะ” รอยยิ้มขี้เล่นฉายปรากฏชัด ก่อนที่ร่างเพรียวนั้นจะผลักให้แผ่นหลังของนัมจุนสัมผัสลงกับผ้าปูเตียงที่ชื้นไปด้วยเหงื่อ จากนั้นก็ขึ้นมาอยู่บนตัวเขา พร้อม ๆ กับมืออันซุกซนที่กระตุ้นเร้าให้ของเขาตื่นขึ้นมาอีกรอบ

 

“อา คนหนุ่มที่ตื่นตัวง่ายจริงๆ” ไม่ว่าเปล่ามือนั้นได้ละสัมผัสไปจากสิ่งที่หยอกเย้าก่อนจะสอดใส่เข้าไปในร่างกายอุ่นร้อนของตน

 

“อ๊ะ! อา...ยะ ใหญ่จัง” ซอกจินเอ่ยพร้อมเสียงครางบางเบา แต่นัมจุนน่ะชอบเสียงร้องของอีกฝ่ายเอามาก ๆ เนี่ยสิ ก็เลย...

 

“นะ นี่! ยะ อย่า! อ๊ะ! เร่งจังหวะเอาเองแบบนี้สิครับ! อา!” เมื่อได้ยินเสียงครวญครางจากคนบนร่างอย่างพึงใจแล้ว ก็โน้มตัวขึ้นไปป้อนจูบอันแสนร้อนแรงเป็นการตอบแทน

 

“คืนนี้มาพิสูจน์กันดูว่านายกับฉัน...ใครจะหมดแรงไปก่อนกัน ตะเกียงวิเศษเอ๋ย...”

 

 

 


Friday 27 May 20XX ,01.24 A.M.


“ขอบคุณนะครับคุณนัมจุน” หลังความหฤหรรษ์อันแสนร้อนแรงผ่านพ้นไป ซอกจินก็ซุกตัวอยู่ในอ้อมกอดของเขาไม่ห่าง


“ขอบคุณฉัน? เรื่องอะไรกันล่ะนั่น?” นัมจุนเกลี่ยปอยผมเส้นเล็กที่ปรกหน้าผากของอีกคนอย่างเอ็นดู รอยยิ้มเล็ก ๆ นั่นปรากฏบนใบหน้าหวานก่อนจะหลับตาพริ้มแล้วพูดต่อไปด้วยน้ำเสียงที่อ่อนเพลีย


“ขอบคุณที่ทำให้ผมได้ใช้ชีวิตปกติกับคนอื่นเขาบ้างน่ะครับ” พอเอ่ยจบประโยคนั้นดูเหมือนความเหนื่อยล้าจะเข้าครอบครองร่างกายของอีกฝ่ายจึงทำให้ซอกจินผล็อยหลับไปโดยที่ไม่รู้สึกถึงแรงกระชับในอ้อมแขนของอีกคนเลยแม้แต่น้อย

 

หน้าที่นักส่งของที่เขาต้องทำมันให้สำเร็จภายในเวลาไม่ถึงสิบสองชั่วโมงที่เหลือนี้


นี่อาจจะเป็นครั้งแรกเลยด้วยซ้ำที่เขานั้นรู้สึกเสียใจกับการรับงานส่งของในโลกฝั่งนี้...


หน้าที่ของนักส่งของมีเพียงอย่างเดียวก็คือ ขนส่งสิ่งที่ลูกค้าต้องการไปให้ถึงที่หมายให้เร็วที่สุด


กฎเหล็กเพียงข้อเดียวที่ช่างง่ายแสนง่ายเหลือเกินตลอดเวลาที่เขาอยู่ในวงการนี้มา

 

 


ไอ้กฎเหล็กงี่เง่า...

 

 

 

Friday 27 May 20XX ,02.14 P.M.


พวกเขาออกจากโรงแรมตั้งแต่เช้าตรู่ แม้ว่านัมจุนจะไม่อยากทำแบบนั้นเลยก็ตามทีเมื่อได้เห็นสภาพงัวเงียของซอกจินแต่ถึงอย่างนั้นถ้าหากล่าช้าไปกว่านี้อาจทำให้เขาไปไม่ทันตามกำหนดนัดหมายที่ปาร์ค จีมินได้บอกเอาไว้

 

หรือบางทีมันอาจจะเป็นเพราะเขาอยากจะให้การส่งของครั้งนี้จบลงให้เร็วที่สุดกันแน่?

 

ซอกจินนั้นไม่พูดถึงเรื่องเมื่อคืนอีกเลย อีกฝ่ายไม่ได้ท่าทีเปลี่ยนไปเลยแม้แต่น้อย แต่รอยแต้มสีแดงจางที่ปรากฏให้เห็นอยู่บนลำคอขาวนั้นก็ทำให้เขารับรู้ว่าเมื่อคืนมันไม่ใช่เรื่องที่ฝันไปอย่างแน่นอน

 

ตอนนี้พวกเขาเดินทางกันมาได้ถึงครึ่งค่อนทางแล้ว อีกระยะทางไม่เกิน 30 กม.ก็ถึงท่าเรือของฝั่งตะวันตกตามที่ป้ายบอกทางปักไว้

 

รวมไปถึงหน้าที่ของนักส่งของอย่างเขาก็ต้องจบลงด้วยเช่นกัน

 


Friday 27 May 20XX ,05.50 P.M.


ต้องบอกว่าเส้นยาแดงผ่าแปดดีหรืออย่างไร แต่ช่วงเวลานี้ก็มาถึงแล้ว


ช่วงเวลาที่เขาต้องบอกลากับ...คิมซอกจิน


รถยนต์ของลูกน้องแก๊งเนตราหลายสิบคันต่างก็จอดเรียงกันอย่างสวยงาม แต่สิ่งที่เห็นจะสะดุดตามากที่สุดก็คงจะเป็นชายที่ใส่ชุดคลุมสีแดงที่เมื่อมองจากระยะไกลราวกับเป็นยมทูตก็ไม่ปาน

 

หัวใจของนัมจุนเต้นไม่เป็นจังหวะขณะที่เหยียบเบรกรถยนต์ให้ไปจอดอยู่ตรงหน้าชายผู้ใส่ชุดคลุมสีแดงนั่น

 

เมื่ออีกฝ่ายเปิดฮู้ดที่บดบังใบหน้าเท่านั้น นัมจุนก็ได้แต่หันไปมองคนที่นั่งเบาะข้าง ๆ กันในทันที

 

เทพเจ้าแห่งท้องทะเลตะวันตก ราชาผู้ครองอำนาจผืนน้ำในแถบนี้ มินยุนกิ ผู้เป็นนายของแก๊งค์เนตราลำดับที่ 5

 

“คิมซอกจินนี่นาย...” ในใจที่สั่นระรัวของนัมจุนได้แต่ตะโกนก้องไปด้วยความหวาดกลัว แต่มันไม่ใช่เพราะตัวเขาแต่เป็นสิ่งที่เขากลัวว่าจะเกิดกับอีกคนต่างหาก

 

“ผมไม่เป็นไรหรอกครับคุณนัมจุน” มือขาวเลื่อนมาจับมือที่กำพวงมาลัยจนขึ้นข้อขาวก่อนจะแย้มรอยยิ้มอ่อนหวานให้เขา

 

รอยยิ้มแห่งการจากลา รอยยิ้มอ่อนหวานที่เขาจะไม่มีวันได้สัมผัสกับมันอีกแล้ว


อา...นี่สินะความรู้สึกของปาร์ค จีมินในตอนนั้น

 


“ขอบคุณสำหรับทุกอย่างเลยนะครับ แล้วก็...”

 

“ลาก่อนนะครับ คุณนัมจุน”

 

Notes:

HAPPY BIRTHDAY TO MY LITTLE SIS <3333
สุขสันต์วันเกิดย้อนหลังค่าน้องกิ๊ก ♥(ノ´∀`)
ของขวัญจากใจพี่ที่มันอาจจะไม่ค่อยดีมากนักแต่ทำด้วยหัวใจที่รักน้องกิ๊กล้วน ๆ นะคะ อิ-อิ
ขอให้น้องกิ๊กมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงอยู่เสมอ มีความสุขในทุก ๆ วัน คิดสิ่งใดก็สมปรารถนา ขอให้เรียนได้เกรดงาม ๆ ตามที่ตั้งใจไว้นะคะ
ขอบคุณที่เกิดมาบนโลกใบนี้น้าาาาาาา *กอดแน่น* ดีใจจังที่เราได้พบกัน (〃▽〃) รักน้องกิ๊กน้าาาาา จุ๊บๆ >3