Work Text:
จินกวงเหยาตายทรมานเจ็บทั้งกายและใจ ขณะหอบหายใจ ลืมตาขึ้นมาอีกทีก็พบว่าตัวเองเยาววัยลง เป็นตัวเองที่บาดเจ็บและพึ่งถูกพี่เนี่ยไล่ออกมา เขาสับสนว่านี่คือเรื่องจริงหรือฝัน เขาพักรักษาตัวและครุ่นคิดกับชีวิต ยังคิดถึงช่วงเวลาก่อนตาย
สายตาของพี่รอง ชีวิตที่เขาพยายามคว้าไว้ทุกอย่าง และเสียไปทุกอย่าง กระทั่งสิ่งมีค่าสิ่งสุดท้าย จินกวงเหยาไม่รู้ว่าชีวิตใหม่นี้คือการทรมานไม่สิ้นสุดหรือคือโอกาสที่สอง
เขาตัดสินใจลองทำตามเดิม เขาได้เจอหลานซีเฉินที่หนีตระกูลเวิน ได้เจอคนที่แสนดี กับสายตาที่ชื่นชม ยิ่งเห็นยิ่งทรมาน กับความทรงจำว่าเขาได้เคยสูญเสียความเชื่อใจของพี่รองไป ชีวิตใหม่ควรทำยังไง? อาเหยายังอยากเป็นพี่น้องร่วมสาบานกับทั้งสองคน เลยคิดว่ายังไงก็ยังต้องแฝงเข้าตระกูลเวิน แต่เพื่อไม่ให้ผิดใจกับต้าเกอ ก็จะเปลี่ยนวิธี อาจจะต้องทรมานบางคนแต่จะไม่ฆ่าให้ถึงตาย แม้วิธีการยุ่งยากขึ้น แต่ได้ผลลัพธ์คล้ายเดิม ครั้งนี้สายตาต้าเกอที่ไม่ไว้ใจเขามีน้อยลง
อาเหยาเริ่มเชื่ิอว่าชีวิตเขาจริงๆแล้วยังมีทางเลือก พอพี่สองคนรับสาบานเป็นพี่น้องร่วมสาบาน ตระกูนจินก็รับเขากลับตระกูล ได้ชื่อว่าจินกวงเหยาอีกครั้ง แต่ครั้งนี้อาเหยาไม่อยากยุ่งกับตระกูลจินอีกแล้ว รับมาเพียงชื่อตระกูลแต่ไม่รับมาเป็นครอบครัว เขาไม่สนใจพ่อ ไม่สนใจตำแหน่งในตระกูล ไม่อยากอยู่ท่ามกลางคนที่ทำให้เขาไม่มีความสุข
ขณะยืนคิด พี่รองก็มาถามไถ่ เห็นว่าอาเหยาดูเคว้งคว้างเลยลองถามชวนไปกูซู ดูแลเรื่องสอนศิษย์เหมือนตอนที่อยู่ตระกูลเนี่ย อาเหยาเลยได้ทางเลือกที่ชาติที่แล้วไม่เคยได้ เขายังจำความสุขสงบที่นั่นได้ เลยตกลง
บรรยากาศที่กูซูต่างกับที่ตระกูลเนี่ยกับจินอย่างเห็นได้ชัด คนตระกูลหลานเคารพเขาตามหลานซีเฉิน และไม่มีใครว่าร้ายนินทาเขาหลับหลัง หรือถ้ามี การลงโทษก็ทำเอาคนขยาด มาอยู่ที่นี่ทำให้อาเหยาได้รู้จักความสงบสุข ความสุขที่ไม่ได้มาจาก”อำนาจ เงินทองหรือความหรูหรา” แต่เป็นความสุขบนความพอเพียง เขายังตามข่าวคราวทั่วไปในโลกเซียน มองดูว่าปราศจากเขาเข้าไปเกี่ยวข้อง เรื่องราวจะเป็นอย่างไรต่อไป
เขาพบว่าตระกูลจินยังคงหาเรื่องเว่ยอูเชี่ยน เจียงเฉิงยังต้องตัดขาดกับประมุขอี้หลิง ยังมีเหตุนองเลือด เพียงแค่คนที่ตายไม่ใช่สองลูกชายตระกูลจิน แต่เป็นคนอื่นจำนวนมากเพื่อใส่ร้ายเว่ยอูเชี่ยน และหาความชอบธรรมต่อตราพยัฒทมิฬ จินหลิงหลานชายของเขาจึงยังมีพ่อและแม่คอยดูแล ช่างเป็นเรื่องดีๆเรื่องนึงที่เปลี่ยนไป แต่ตระกูลเวินยังถูกกวาดล้าง และถ้าเป็นเช่นนั้น สุดท้ายเว่ยอูเชี่ยนก็จะตาย ซึ่งหากครั้งนี้เขาไม่ได้ฆ่าต้าเกอ เนี่ยหวงซังก็จะไม่ได้เรียกปรมาจารย์อี้หลิงกลับมา ความรู้สึกของหลานวั่งจีจะไม่มีจุดจบอย่างชาติที่แล้ว
เขาควรยื่นมือมาช่วยไหม?
พอหลานวังจี่ทุกข์ใจ หลานซีเฉินก็ทุกข์ใจ อาเหยาได้แต่คิด ว่าต่อให้เขาเปลี่ยนไปจากชาติที่แล้ว เขาต้องถึงกับเปลี่ยนไปคอยช่วยเหลือผู้อื่นเลยหรือ? แต่ไหนๆก็เปลี่ยนแล้ว เขาเลยลองคุยกับพี่รอง เสนอเส้นทางที่คุ้นเคย พาคนมากูซู ขังไว้คุมความประพฤติอย่างที่มีคนเคยทำ พี่รองรับฟังแล้วลังเลใจ แต่หลานวังจี่สนใจ
เว่ยอุเชี่ยนที่เศร้าใจเพราะปกป้องตระกูลเวินไม่ได้ โดนใส่ความ จะกลับไปอวิ๋นเมิ่งก็ไม่ได้ จะไปหาพี่หญิงก็ต้องเจอตระกูลจินที่คอยหาเรื่องเขา พอมาเจอหลานจ้านที่มาพร้อมข้อเสนอ เลือกยาก แต่ดีกว่าไม่มีทางให้เลือก เขารู้สึกซาบซึ้งใจที่หลานจ้านเป็นห่วงเขา ลำบากหาวิธีเพื่อเขา เขาจึงตกลง เว่ยอุเชี่ยนทำลายตราพยัฆทมิฬต่อหน้าทุกตระกูล ยอมให้ตะกูลหลานคุมตัวขังไว้ที่เรือน และเขาก็ใช้เวลาเพื่อประดิษฐ์ของใช้ในโลกเซียนตามเดิม
อาเหยาคิดว่าตระกูลจินน่าจะยังเก็บเวินหนิงไว้อยู่เหมือนชาติที่แล้ว และคิดว่าพอจินจื่อเสวียนขึ้นต่อจากจินกวงซ่านเรื่องก็คงจะแดงออกมาเอง เขาอยู่กับพี่รอง มีความสุขกับเส้นทางที่ครั้งนึงไม่ได้เลือก ยังได้มีสัมพันธ์อันดีกับตระกูลเนี่ย มือคู่นี้สะอาดกว่าชาติที่แล้วเป็นไหนๆ แต่เขาก็ยังกลัว ทุกเช้าที่ตื่นขึ้นมาก็กลัวว่าทุกอย่างเป็นแค่ฝัน ความสุขเหล่านี้ไม่จริง เขาเคยบอกพี่รองถึงความกลัวที่กัดกินใจเขาอยู่นี้ พี่รองบอกว่าจะหาบทเพลงมาช่วยให้เขานอนหลับสบายคลายกังวล แต่เขาก็ยังกลัวและรู้ว่าเพลงฉินไม่อาจลบความกลัวเขาได้
เขาเคยเปรยว่าถ้าจริงๆแล้วเขาเป็นคนไม่ดี เป็นคนที่ทำอะไรที่เลวร้ายมากๆ พี่รองจะเกลียดเขามั้ย จะเป็นคนลงโทษเขาเองกับมือหรือเปล่า เขาเห็นสายตาเศร้าใจกับคำตอบว่า อาเหยาที่เขารู้จัก เป็นคนมีความสามารถ และเป็นคนจิตใจดี ไม่ว่าใครจะพูดยังไง เขาจะตัดสินจากสิ่งที่ทำ ไม่ใช่จากชาติกำเนิด หรือจากคำพูดใคร
อาเหยาสะเทือนใจ ยิ่งฟังยิ่งรู้สึกเสียใจกับสิ่งที่ชาติที่แล้วเขาทำลงไป คนๆนี้ คนที่หวังดีกับเขาทุกอย่าง และถึงแม้เขาจะบอกว่าเขาไม่เคยทำร้ายพี่รอง แต่เขาก็โกหก ปิดบัง ทำลายความเชื่อใจและความรู้สึกของพี่รอง ทำร้ายคนๆนี้อยู่ดี
คิดแล้วก็เกือบจะห้ามน้ำตาไม่อยู่ พอดีได้ยินเสียงเรียก “หลานจ้านๆ” ดังขึ้นมา เขาจึงรีบเปลี่ยนเรื่อง เปรยว่าเว่ยอุเชี่ยนโชคดี ผ่านเรื่องมามากมาย ยังมีวังจี่ที่เชื่อใจ เข้าใจ ไว้ใจ และพร้อมจะอยู่เคียงข้าง ที่เปรยออกไป อาเหยาไม่คาดคิดว่าคนข้างๆจะเปรยตอบกลับมา
“ถ้าคนที่มีเรื่องเดือดร้อนเป็นอาเหยา พี่ก็พร้อมจะทำทุกอย่างไม่ต่างกับวังจี่” พอได้ยินก็เผลอหันไปสบตาคนพูด พอสบตาก็ได้รับแววตาอ่อนโยนกับรอยยิ้ม อืมมมม เขาควรจะแปลความหมายของประโยคนี้ยังไงดีนะ เขาเอ่ยขอบคุณพี่รอง แล้วตอบว่าจะทำเช่นเดียวกัน
นี่เขากำลังทำตัวโง่เหมือนเว่ยอูเชี่ยนชาติที่แล้วรึเปล่านะ? รึว่าเขาแปลความหมายของพี่รองผิด แต่ชาติที่แล้วพี่รองก็แสดงความยินดีให้เขากับภรรยาตลอด ความหมายของพี่รองอาจจะไม่ได้เหมือนของวังจี่ที่เขารู้มาก็ได้ จริงมั้ย อ่า ชาติที่แล้วเขาไม่ยักจะเจอปัญหานี้เลยแหะ
เขาตัดสินใจว่าจะไม่รีบตีความ ตอนนี้เขามีความสุขดี พี่รองมีความสุขดี ถ้าความหมายของพี่รองลึกซึ้งกว่าที่เขาคิด ก็คงต้องรอให้พี่รองเป็นฝ่ายแสดงท่าที
สิ่งนึงที่เขาไม่คาดคิดในชาตินี้คือการที่เขาจะได้เจอหลานของเขา จินหลิง เพราะเว่ยอู่เชี่ยนไปข้างนอกไม่ได้ แม่นางจินจึงพาจินหลิงมานี่แทน ซึ่งแม่นางจินช่างแตกต่างจากพ่อของเขา ยอมให้เขาอุ้มและเล่นกับจินหลิง โดยมีเด็กตัวน้อยที่หลานวังจี่พากลับมายืนเกาะดูอยู่ใกล้ๆ ส่วนเจียงเฉิงก็อ้างว่าจะดูสภาพนักโทษที่ถูกคุมความประพฤติ จึงหายวับไปหาเว่ยอุเชี่ยนทันที จินหลิงชาตินี้จะต้องไม่เหมือนที่เขาเคยรู้จักแน่ๆ เขาแอบหวังว่าจะยังหาลูกสุนัขให้หลานคนนี้ได้
เขาเองเคยได้คุยกับเว่ยอูเชี่ยน ส่วนตัวเขามีความไม่ไว้ใจคนๆนี้ เก่งเกินไป ฉลาดเกินไป เขารู้สึกกลัวว่าคนๆนี้จะรู้เรื่องชาติที่แล้ว รู้ว่าจริงๆเขาไม่ใช่คนดี ชาตินี้ต่างกับชาติที่แล้วเพียงแค่ว่า เป้าหมายความสุขของเขาไม่เหมือนเดิม เส้นทางที่เลือกจึงยังไม่ได้ทำร้ายใคร แต่เขาไม่ใช่คนดี เขารู้ว่าเขาไม่ได้เสียใจกับสิ่งที่ทำลงไปในชาติที่แล้ว ไม่ได้สงสารคนที่เขาทำร้าย เขาแค่เสียใจกับสิ่งที่ต้องเสียไป เขายังคงเป็นคนเห็นแก่ตัวคนเดิม เป็นคนที่หวาดกลัวว่าจะมีใครมารู้ความจริง ความสุข สำหรับเขาเป็นสิ่งที่ต้องไขว่คว้าให้ได้มา จนเขากลัวทุกวินาทีว่าจะต้องเสียมันไป
พอคิดถึงตรงนี้ เขาก็นึกถึงใครอีกคนนึงที่ชาติที่แล้วได้เดินร่วมทางเดียวกับเขาและจุดจบก็ไม่ได้ดีไปกว่าเขา เป็นคนที่เขาสงสัยว่า ถ้าชาตินี้เขาเลือกจะเปลี่ยนเส้นทางชีวิตของใครหลายๆคนได้ เขาจะเปลี่ยนจุดจบของเซวียหยางได้มั้ยนะ เขาลองจ้างคนเพื่อสืบหาที่อยู่ของเซวียหยางตามที่เขาจำได้ แม้เกรงว่าชาตินี้คนๆนี้อาจจะไม่เปิดใจให้เขาเช่นก่อน แต่พอคิดว่าคนที่เคยจริงใจกับเขาคนนึง มีโอกาสที่จะเลือกทางเดินใหม่ได้เหมือนเขา เขาก็อยากจะลองดู การเจอกับเซวียหยางในชาตินี้ไม่ได้ผิดจากที่เขาคิดไว้นัก เขาโดนโจมตีใส่ทันที เซวียหยางคิดว่าเขามาตามหาเหล็กทมิฬให้ตระกูลจิน ไม่ก็จะฆ่าเขาเพื่อผดุงความดีบลาๆเหมือนคนอื่น อาเหยาต้องรับการโจมตีไปชี้แจงไป ไม่ได้คาดหวังให้คนนี้ไว้ใจ เขาแค่จะลองทำสิ่งที่ตั้งใจไว้ ถ้าไม่เป็นผล เปลี่ยนอะไรไม่ได้ ก็คงต้องปล่อยไป
เขาบอกเซวียหยางว่าเขาจะเป็นคนนึงที่ไม่ตัดสินว่าอะไรดีหรือชั่ว จะไม่บอกให้ช่วยเหลือผู้อื่นหรือทำแต่สิ่งดี เขาแค่อยากย้อนถามว่าอะไรคือความสุขของเซวียหยาง คำตอบที่ได้คือการแก้แค้น ทำให้คนที่คิดว่าตนดีหนักหนาได้รู้ว่าตัวเองไม่ได้ดีเด่อะไร จะทำให้คนที่หัวเราะเยาะเขาหัวเราะไม่ออก ทำให้ได้รับรู้ถึงความเจ็บปวดเหมือนเขา
เขาจึงย้อนถามต่อว่า ถ้าเซวียหยางสามารถมีความสุขได้ จะอยากมีความสุขตลอดไปมั้ย คู่ประมือกับเขาหัวเราะลั่นก่อนตอบว่า
"แน่นอน ใครกันที่จะไม่อยากมีความสุข หรือจินกวงเหยาไม่อยากมีความสุขถึงได้มารนหาที่ตายที่นี่" เขาไม่อยากเสียเวลามาทำให้คนๆนี้ไว้ใจ ฝีมือของเขาเทียบกับชาติก่อน ชาตินี้ดีกว่ามาก จึงรวบรัดสู้ เขาซัดฝ่ามือใส่เซวียหยางก่อนเอากระบี่จี้คอไว้
"วันนึงเจ้าจะมีความสุข ความสุขที่ไม่ได้มาจากการแก้แค้นหรือฆ่าใคร แต่ด้วยความหลงผิด ทุกอย่างที่เจ้าคิดว่าเป็นความสุข จะเป็นสิ่งที่พรากเอาความสุขที่แท้จริงของเจ้าไป จนสุดท้ายเจ้าจะตายและเสียใจกับสิ่งที่ตัวเองทำ"
"เจ้าคิดว่าตัวเองเป็นใคร เป็นเซียนหยั่งรู้อนาคต?" อาเหยาเก็บกระบี่ ส่งยิ้มให้คนเคยรู้จัก
"ข้าก็หวังว่านั่นจะไม่ใช่อนาคตของเจ้า" เขาทำได้เท่านี้ หวังว่าจะพอเปลี่ยนอะไรได้บ้าง เขาไม่คิดว่าเซวียหยางจะเปลี่ยนเป็นคนดี เพราะเขาเองก็ไม่ได้เปลี่ยน
เขาได้เดินทางไปเจอพี่ใหญ่พร้อมพี่รองบ่อยๆ สายตาของต้าเกอทำให้เขานึกถึงช่วงเวลาที่เขาอยู่ตระกูลเนี่ย รู้สึกดีใจที่ไม่ต้องถูกจ้องมองด้วยความระแวงอย่างชาติที่แล้ว ถ้าไม่ได้อึดอัดทรมานขนาดนั้น เขาคงไม่ลงมือกับพี่ใหญ่ แล้วหวงซังก็ยังเป็นเหมือนน้องชายที่แสนดีของเขา หวงซังเองก็มาที่กูซูบ่อยๆ เพราะเจียงเฉิงหาพวกมาคุยกับเว่ยอุเขี่ยน ซึ่งก็ดูเหมือนจะดี ถ้าเขาไม่ได้สังเกตุเห็นคุณชายรองหลานที่ดูนิ่งเงียบผิดปกติ
ได้มาอยู่ใกล้ตัว แต่ไม่ยอมเผยใจ ถ้าชาตินี้ไม่มีเรื่องเหมือนชาติที่แล้ว สองคนนี้จะได้ใจตรงกันมั้ยนะ
เขามองดูสักพักก็เห็นวังจี่เดินจากไปเงียบๆ
“เมื่อมีตะเกียงรอบตัว แสงจันทร์ก็โดนเมิน”
“หรือดวงจันทร์ เองที่คิดไม่กล้าสู้แสงอาทิตย์”
“พี่รอง...แล้วท่าน คิดว่าตนเองเป็นแสงเช่นไร”
“ข้า...อยากเป็นแสงดาวนำทาง ไม่ได้ให้แสงสว่าง แต่พร้อมจะช่วยเหลือบามต้องการ แล้วเจ้าล่ะ อาเหยา คิดว่าตนเองเป็นแสงเช่นไร”
“ข้า...คงเป็นแสงจากการก่อไฟ เป็นแสงสลัวจากไฟบนคบเพลิงพอนำทางผู้คนได้ เป็นแสงจากกองไฟให้หลายคนมีแสงสว่าง หรือเป็นแสงแดงฉานทั่วท้องฟ้าหากว่าไฟลุกลามจนวอดวาย...”
“อาเหยา เหตุใดเจ้าจึงชอบคิดว่าตนเองเป็นคนไม่ดี” เขาสบตาพี่รอง จะให้เขาตอบออกไปได้อย่างไร
“พี่ใหญ่เคยไม่ไว้ใจข้า...”
“แต่ตอนนี้พี่ใหญ่ไว้ใจ และก่อนหน้านั้นก็เคยไว้ใจ” นั่นก็เพราะเขาพยายามให้เป็นเช่นนั้นอย่างไรเล่า
“และพี่รองคนนี้ก็ไว้ใจ” ...อา...เหตุใดฟังแล้วถึงรู้สึกเจ็บ เหมือนครั้งกระบี่ทิ่มแทงเข้ามา
”งั้นอาเหยาจะไม่มีทางทำลายความไว้ใจของพี่รอง”อีกครั้ง เขาไม่อยากเห็นแววตานั้นอีกแล้ว
อาเหยาพาพี่รองเดินออกห่างจากคนอื่นๆ เขามองธรรมชาติโดยรอบแล้วรู้สึกจิตใจสงบ เขาคืดตัดสินใจ สิ่งที่กลัวเกิดจากความที่เขาไม่กล้าบอกความจริงกับพี่รอง พี่รองที่ถามเขาเสมอว่าเหตุใดถึงปิดบังทุกอย่างจากเขา เขาไม่อยากเก็บความรู้สึกนี้ไว้อีกแล้ว เพราะทุกครั้งที่พี่รองมองเขา บอกว่าเขาเป็นคนดี เขารู้สึกว่าเขากำลังหลอกลวงคนตรงหน้า หากเพียงเขาบอกสิ่งที่คาใจออกไปเสีย คงจะสิ้นความทรมานใจนี้
“พี่รอง ข้ามีเรื่องจะสารภาพ” ตั้งใจแล้วจึงหันมาสบตา สายตานี้ รอยยิ้มนี้ เขาจะจำมันไว้จนตายในชาตินี้
“ข้าไม่ใช่คนดีอย่างที่ท่านคิด...” เขามองเห็นความสับสนงุนงง “...ข้าได้ทำเรื่องเลวร้าย ฆ่าคนอย่างเหี้ยมโหด ยืมมือคนอื่น ใส่ร้ายคนอื่น...ข้าเคยเข้าตระกูลจิน วางแผนฆ่าทุกคนเพื่อให้ได้ขึ้นเป็นประมุขตระกูล โยนบาปให้เว่ยอุเชี่ยน ทรมานและฆ่าพ่อตัวเอง ข้าเคยแต่งงานกับฉินซู่และมีลูกกับนาง พอมารู้ว่านางเป็นน้องสาวร่วมพ่อเดียวกัน ข้าก็ต้องกำจัดลูกตัวเอง แล้วพอนางรู้ความจริง ก็ต้องฆ่าปิดปากนาง”
เขาพูดและคอยมองสีหน้าพี่รอง แววตาเริ่มเย็นชา รอยยิ้มค่อยๆเรียบนิ่ง
“ต้าเกอระแวงข้า ไม่ไว้ใจข้า คอยจับผิดข้าตลอดเวลา ข้าสู้เขาไม่ได้ จนข้าต้องหาวิธีกำจัดเขา ข้าแค่อยากมีความสุข มีครอบครัว ได้รับการยอมรับ มีคนที่รักข้า ข้ายอมทำทุกอย่าง ข้าไม่ใช่คนดี พี่รอง นี่คือความจริงพี่ข้าอยากให้พี่รู้”
หลานซีเฉินยืนนิ่งอยู่นาน ก่อนจะเอ่ยถาม
“ข้าไม่เข้าใจ เรื่องที่เจ้าพูด ไม่ได้เกิดขึ้น แต่เจ้าบอกว่าเคย”
“เพราะสุดท้ายข้าตาย ก่อนที่ข้าจะตื่นขึ้นมาในอดีตเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ข้ารู้ว่านั่นคือเรื่องจริง ข้ารู้ว่าข้าทำอะไรลงไป ข้ารู้ว่าข้าเคยปิดบังท่าน ทำลายความเชื่อใจท่าน...เห็นท่านผิดหวัง เจ็บปวด ทำร้ายท่าน...”
“หากที่เจ้าพูดมาเป็นเรื่องจริง เหตุใดชาตินี้เจ้าจึงไม่กลับเข้าตระกูลจิน ไม่ทำให้ทุกอย่างสมบูรณ์ เหตุใดจึงมา อยู่กับข้า ที่นี่”
เขาไม่เข้าใจ เขาบอกความจริงทุกอย่างไป แต่สายตาพี่รองกลับมีแต่ความเสียใจ ไม่ใช่ประหลาดใจ หรือโกรธแค้น
“เพราะสุดท้าย ตอนที่ข้าตาย...” เขามองเห็นแววตาพี่รองไหววูบ
“...ข้าคิดได้ว่า ข้าสมควรชดใช้ในสิ่งที่ข้าทำ ไม่ใช่ที่ฆ่าใคร แต่เป็นที่ทำร้ายท่าน ความรู้สึกก่อนตายที่ข้าได้รับรู้ ว่าท่านพร้อมยอมตายไปกับข้า เป็นความรู้สึก ที่...สุข สงบ...ชาตินี้ข้าจึงเลือก ที่จะมีความสุข อยู่ข้างๆท่าน ข้าไม่อยากได้การยอมรับจากจินกวงซาน ไม่อยากฟังคำเหยียดหยามจากคนตระกูลจิน ข้าไม่อยากทำผิดกับฉินซู่ ไม่อยากโดนต้าเกอคอยระแวง เพราะข้าแค่อยากมีความสุข และพี่รอง ท่านชวนข้ามาอยู่ที่นี่ ท่านให้ทางเลือกกับข้า”
...
“อาเหยา...เจ้าได้ไปพบเซวียหยางมา ใช่หรือไม่” เขาอดยิ้มไม่ได้
ความจริง แค่บอกความจริงกับพี่รอง มันไม่ได้ยากเลย
“ใช่ เพราะข้าคิดว่าข้ากับเขาเจออะไรแย่ๆมาไม่ต่างกัน ชาตินี้ข้าได้มีความสุข ข้าก็อยากให้ทางเลือกกับเขาบ้าง”...
“พี่ เป็นความสุขของเจ้าหรือ อาเหยา เจ้าเลือกทำทุกอย่างในชาตินี้ เพราะข้า?”
“เพราะความเห็นแกตัวของข้า เพราะความสุขของข้าคือการเห็นท่านมีความสุข”
พี่รองยังคงยืนนิ่ง หลบตา สีหน้าไม่บ่งบอกอารมณ์ เสียใจ?เกลียด?โกรธ?
“พี่รอง ท่านเชื่อข้าหรือไม่” สายตาตวัดมามองสบกัน
“เชื่อ ข้าเชื่อ” คำตอบทำให้เขารู้สึกตื้นตัน
“พี่รอง ท่านรู้ความจริงแล้ว ท่านเกลียดข้าหรือไม่ โกรธข้าหรือไม่ กับสิ่งที่ข้าทำลงไป” เขาพร้อม กับทุกคำตอบจากคนตรงหน้า
“อาเหยา แล้วถ้าเจ้ารู้ความจริง เจ้าจะโกรธเกลียดพี่หรือไม่”
??? เขาไม่เข้าใจ แต่ไม่ทันจะได้ถามความสงสัยพี่รองก็ยื่นมือมาหาเขา เขามอง แล้วจับมือตอบรับพี่รอง
บรรยากาศรอบข้างแปรเปลี่ยน ธรรมชาติ ป่าไผ่ น้ำตก ล้วนสลายสิ้น เหลือเพียงหมอกขาวไกลสุดตา เสียงน้ำ เสียงนก เงียบสงัด
“พี่รอง...” หลานซีเฉินกระชับมือเขาแน่น มุมปากระบายยิ้ม สายตาอบอุ่นที่เขาคุ้นเคย กับน้ำตาที่เขาไม่เคยเห็น
“อาเหยา เจ้าไม่ได้ย้อนอดีต ทุกอย่างล้วนเป็นภาพลวงที่พี่สร้างขึ้นมา...” เขาบีบมือที่จับไว้ให้แน่นขึ้นเพราะความกลัว
“เหลืออีกหนึ่งชาติ ที่ต้องใช้กรรม และบำเพ็ญตน...แต่พี่ยังกลัว และยังคงสงสัย พี่รองปล่อยเจ้าไปไม่ได้ อาเหยา พี่ไม่รู้ว่าควรหรือไม่ควรเชื่ออะไร พี่จึงรอ รอจนพบ จิตของเจ้า ทีนี้ พี่ถามเจ้าบ้าง เกลียดพี่ โกรธพี่หรือไม่?”
เกลียด? โกรธ? น้ำตาเอ่อรื้นขึ้นมาจนกลั้นไม่อยู่ เขาหลุดหัวเราะให้กับตัวเอง
“หะ หะ พี่รองรอข้า อยู่กับข้าที่นี่ ทำให้ข้ามีความสุข ข้าดีใจ ที่ข้าไม่ได้ย้อนอดีตจริง เพราะอะไรที่ข้าได้ทำลงไปคือความจริง มันเกิดขึ้นจริง สิ่งที่เกิดขึ้นในนี้มันไม่เคยทำให้ข้ารู้สึกว่าตนเองเป็นคนดี ข้าไม่เหมือนพี่รอง มันไม่ใช่ข้า แต่ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นที่นี่ ข้าก็ตั้งใจ ให้ข้ามีความสุข ให้พี่รองมีความสุข”
ทันทีที่พูดจบเขาก็ถูกมือข้างนั้นดึงตัวเขาเข้าไปในอ้อมกอด เขายกมือขึ้นกอดตอบอย่างลังเล
“เจ้ามองพี่ดีเกินไป...”
“พี่รองดีจริงๆ”
“คนเราทำความดีมีหลายสาเหตุ เพราะอยากทำดี เพราะกลัวกรรม กลัวล้างแค้น เพื่อเชื่อเสียง เพื่อบารมี ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใด ถ้าสิ่งที่ทำคือสิ่งดี นั่นคือดี อาเหยา เจ้าบอกว่าเจ้าไม่ใช่คนดี เจ้าทำอะไรเลวร้ายมากมาย แต่ในโลกนี้ เจ้าเลือกทำดี เพราะตัวเจ้าเอง เพราะข้า เจ้าเป็นคนดีได้ เจ้าคิดถึงเซวียหยาง เจ้าคิดหาทางช่วยวังจี่ เจ้าอาจไม่ได้ช่วยเหลือทุกคนทุกโอกาส แต่พื้นฐานจิตใจเจ้า ดีกับคนอื่น อาเหยา พี่อยากให้เจ้ามองเห็นตัวเองจากมุมของพี่บ้าง ทั้งซูเข่อและเซวียหยางต่างเป็นเพื่อนกับเจ้า คนอื่นดูถูกดูแคลนพวกเขา แต่เจ้าไม่ เจ้ามองผู้คน รับรู้ตัวตนของเขา เจ้าไม่สนเรื่องชาติตระกูล หรือการกระทำดีชั่วของใคร เจ้าไม่เคยตัดสินใคร เจ้าไขว่ขว้าหาการยอมรับของตนเองเพราะคำดูแคลนของคนอื่น เจ้าแค่อยากมีความสุข...”
พี่รอง พี่ซีเฉิน
“...ถ้าเจ้าว่าเจ้าไม่ใช่คนดี อย่างนั้นพี่รองคนนี้ก็ไม่ใช่ เพราะไม่ว่าเจ้าทำอะไรลงไป ข้าก็ยังรู้สึกเสียใจที่ต้องเสียเจ้าไป พี่เห็นอาเหยาต้องผ่านอะไรมามาก เจ้าควรได้มีความสุข...”
“พี่รอง...”
“พี่ดีใจที่เจ้าบอกความจริงกับพี่” พี่รองดันตัวอาเหยาออกจากอ้อมกอด เพื่อมามองสบตาด้วย เขามองคนตรงหน้า เขาทำให้คนๆนี้ร้องไห้ คนๆนี้ที่เป็นความสุขของเขา คนที่รอเขา คนที่ยังเชื่อในตัวเขา
“เมิ่งเหยา หลานฮวั่นคนนี้ รักเจ้ามาเสมอ พร้อมอยู่ข้างกายเจ้า ใช้เวลาอยู่ด้วยกัน อยากเห็นเจ้ามีความสุข”
เขาไม่อาจห้ามน้ำตาที่รินไหลไม่หยุด แววตาคนตรงหน้าฉายความรักความห่วงใยชัดเจน เหตุใดเขาถึงโง่นัก ไม่เคยรับรู้ว่าเขานั้นโชคดีแค่ไหน คนๆนี้คนที่ดีงามเพียบพร้อมคนนี้ ความรักที่อยู่ข้างกายเขามาตลอด
เขายกมือขึ้นลูบข้างแก้มพี่รอง เช็ดรอยน้ำตา ไล้มือปัดจัดแต่งผมให้หนึ่งในหยกคู่ตระกูลหลานตรงหน้า ก่อนออกแรงโน้มคอ บรรจงจรดริมฝีปากตนเองประทับ หลับตารับรู้รสสัมผัส รับรู้ถึงวงแขนที่กอดกักเขาไว้ รับรู้ถึงริมฝีปากที่พรหมจูบ รับรู้ถึงฝ่ามือที่ลากผ่าน ลูบไล้ไปมา รับรู้ถึงแรงดันที่ผลักตัวเขาให้ล้มลงบนฝูกนอน ทำให้เขาต้องออกแรงดันพี่รองออกห่างเล็กน้อย แล้วลืมตามองภาพห้องนอนกว้างที่มาแทนที่หมอกขาว หลุดยิ้มขำออกมา
“ที่นี่ช่างสะดวกเสียจริง ทุกอย่างตามใจคิด”
“บางสิ่ง สะดวกรวดเร็วก็ไม่ดี” พี่รองอมยิ้มระบาย เอื้อมมือมาคลายเสื้อเขาออกช้าๆ เขารู้ว่าคนตรงหน้าพยายามซ่อนความประหม่าไว้
“พี่รอง...” ปลายนิ้วสะดุดกึก แววตาไม่แน่ใจ
“อาเหยาขาดความรู้ด้านนี้ หวังว่าพี่รองคงไม่ถือสา” คนกลั้นหายใจลอบถอนหายใจทันทีที่ฟังจบ
“อาเหยาช่างใจร้ายกับพี่”
“ข้านะหรือใจร้าย? ออกจะตามใจท่านขนาดนี้” ไม่พูดเปล่า เขาพามือข้างนึงผ่านชั้นผ้าเข้ารับความอุ่นจากผิวกายโดยตรง
“พี่รอง...อาเหยาเป็นของท่าน ...เชิญลงโทษที่ทำให้ท่านเสียใจ...เชิญทำ ให้ข้ามีความสุข”
.....
.....
...ความสุข...
เขามองหิมะโปรยปรายในป่าไผ่ พยายามซึบซับช่วงเวลาความสุขที่มีขณะนี้
“เจ้าคิดอะไรอยู่หรือ” เขาส่ายหัวแทนคำตอบ
“เสียใจหรือไม่” ส่ายหัวอีกครั้ง
“พูดอะไรสักนิด เจ้าเงียบแบบนี้พี่อดคิดมากไม่ได้” ชายหนุ่มนั่งลงข้างๆเขา
“พี่รองว่า ข้าจะได้เจอท่านมั้ย” เมื่อเราออกจากที่นี่ เมื่อพี่รองกลับเข้าวัฏสงสารเป็นครั้งสุดท้าย
“ย่อมได้เจอกัน”
“เหตุใดท่านจึงมั่นใจ”
“เพราะพี่รู้สึกได้ ว่าพี่รอเจอเจ้าเสมอ อาเหยา”
“เช่นนั้นข้าจะรอท่าน จะปล่อยวางทุกอย่าง นอกจากท่าน”
“อาเหยา”น้ำเสียงเช่นนี้เขาจะต้องจำให้ได้
“พี่รอง...ขอโทษ...และขอบคุณ”
………
………
………
หลานซีเฉินเก็บมือถือลงกระเป๋า พอมองผ่านกระจกหน้าต่างรถก็ทันได้เห็นใครสักคนพยายามอุ้มเด็กน้อยวิ่งไปตามฟุตบาท
“ช่วยขับตามดักคนที่วิ่งทีครับ” เขาเอ่ยบอกคนขับรถที่กำลังจะพาเขาไปมหาวิทยาลัย รถค่อยๆตบเข้าชิดเลนซ้าย ไล่ตามและนำคนที่วิ่งอยู่ ก่อนจะจอดให้เขาลง
“นี่นาย!” วิ่งไปหาทางดักไว้
“ขอโทษครับ ผมรีบ” เขาคว้าตัวคนที่กำลังวิ่งให้หยุดลง เด็กหนุ่มในชุดนักเรียนมอปลาย ตวัดจ้องมองเขาด้วยความไม่พอใจ
“จะไปโรงบาลใช่มั้ย” สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นโล่งใจ
“ใช่ครับ น้องผม ไม่สบาย ผมกำลังรีบ” เขาออกแรงดึงคนตรงหน้าให้เดินตามพร้อมอธิบาย
“ผมกำลังไปโรงบาลอยู่แล้ว ให้ผมพาไปนะครับ” เขาพาให้คนขึ้นรถตาม เด็กหนุ่มอุ้มเด็กน้อยไว้แนบตัว นั่งนิ่งไม่กล้าขยับ พอรถเคลื่อนออกไป เขาจึงได้ยินเสียงเอ่ยเบา
“ขอบคุณครับ” เขาเหลือบมองเด็กน้อยหน้าแดงก่ำหายใจหอบ แล้วเหลือบมองคนข้างๆที่กระวนกระวายใจ
“ไม่เป็นไรครับ ทางเดียวกัน ผมต้องไปเรียนที่โรงบาลอยู่แล้ว” เงียบจนกระทั่งถึงรพ
“อาการน่าจะต้องแอดมิท เดี๋ยวผมช่วยจัดการให้” ซีเฉินซักประวัติผู้ป่วยคร่าวๆ ได้ว่าเด็กหนุ่มคนนี้เป็นแค่เพื่อนบ้านของเด็กน้อย
“ตอนนี้น่าจะต้องรอตรวจร่างกาย รอผลเลือด นายจะไปเรียนแล้วค่อยแวะมาหลังเลิกเรียนได้นะ” สายตาไม่ไว้ใจและลังเลใจทำให้เขาหลุดยิ้ม
“ผมสัญญาว่าจะดูแลน้องให้ นี่เป็นรพ.ของตระกูลหลาน ผมชื่อหลานซีเฉิน และเป็นนักศึกษาแพทย์ที่นี่ ถ้าคุณยังไม่ไว้ใจ คุณเก็บบัตรผมไว้ได้” เขาหาบัตรยืนยันตนในกระเป๋าแล้วยื่นให้ คนตรงหน้ารับไว้ เช็ครูปบัตร เหลือบมองสำรวจ ก่อนจะยื่นคืนให้เขาแบบลังเล
“ไว้คืนตอนเย็นก็ได้ ถ้ายังไม่ไว้ใจ”
“รบกวนแล้วครับ”
“ตอนนี้น่าจะเลยเวลาเข้าเรียนแล้ว ให้คนขับรถไปส่งนะครับ”
“ไม่เป็นไรครับ รบกวนมากแล้ว ฝากช่วยดูแลน้องผมด้วยนะครับ” คนตรงหน้าสั่นหัวปฏิเสธ แล้วโค้งตัวนอบน้อม
“ถ้านั่งรถประจำทางหรือรถแท๊กซี่น่าจะใช้เวลานานนะครับ” เก้าโมง ถอนหายใจ กัดริมฝีปาก
“ช่วงนี้น่าจะใกล้สอบใช่มั้ยครับ”
“...”
“ฝากไปส่งที่รร.XXด้วยนะครับ” เขาหันไปบอกคนขับรถที่เดินมาตามข้อความที่เขาส่งไป
“ผมขอบคุณมากนะครับ” เขามองส่งเด็กหนุ่มที่เดินจากไป ถอนหายใจ แล้วพึ่งมาตระหนักได้ถึงการกระทำของตัวเอง
หลานซีเฉิน นายเป็นบ้าไปแล้วเหรอ คนที่ไม่รู้จัก ที่ทำให้รู้สึกว่า อยากช่วย ต้องช่วย จนทนไม่ได้
ใบหน้า ท่าทาง สายตาที่ได้มอง บอกว่าทุกอย่างที่ทำลงไปเป็นเรื่องสมควรแล้ว คิดแล้วอดหัวเราะขำตัวเองไม่ได้ เขาเปิดกระเป๋าเงินตัวเอง แล้วก็ขำออกมาอีก บ้าไปแล้ว บัตรประชาชน ให้คนที่พึ่งเจอไปเฉย เป็นฝ่ายยัดเยียดให้เขาเก็บไว้เองอีกตะหาก แต่เขาก็ไม่ได้กังวลกับมันเลยสักนิด สิ่งที่รู้สึก มีแค่ความสุข
เมิ่งเหยาหยิบบัตรประชาชนจากกระเป๋าเสื้อออกมาผลิกดู ‘คนประหลาด’ วิ่งลงจากรถมาช่วยเขาพาน้องไปรพ. จัดการนู่นนี่นั่นให้ ให้บัตรประชาชนกับเขา แถมยังให้คนขับรถมาส่ง ประหลาดแบบไม่เคยเจอ เขาก็เป็นห่วงน้องนะ บังเอิญแวะไปปลุกก่อนออกไปเรียน ก็เจอเด็กน้อยไข้ขึ้นสูงหอบหายใจแรง คุณป้าก็ไม่อยู่ วันนี้เขามีสอบ แต่ชีวิตคนสำคัญกว่า กลัวว่าแม้กระทั่งเด็กก็ยังจะมาตายจากเขาไป เลยรีบวิ่งไปหารถไปรพ. แล้วอยู่ดีๆ ก็โดนจับตัวไว้ ชายหนุ่มในเสื้อเชิร์ทขาว หน้าตาดูดี แวบนึงเขาดีใจที่มีคนช่วย เป็นความดีใจที่น่ากลัวมาก เหมือนเขาพร้อมเชื่อคนแปลกหน้าคนนี้ ว่าเป็นคนดี
คนดีที่อยู่ดีๆก็ให้บัตรประชาชนเขามา หรือว่าเคยรู้จักกัน? ก็ไม่น่าจะใช่ คนความจำดีอย่างเขา ถ้าเคยเจอจะไม่มีทางลืม หลานซีเฉิน ทำไมถึง...
เมิ่งเหยาลงจากรถ กล่าวขอบคุณคนขับแล้วรีบไปที่ห้องเรียน มาสายเกินเวลาเข้าสอบ เหลือเวลาอีกแค่ครึ่งเดียว ครูคุมสอบรู้ว่าเด็กทุนเรียนดีอย่างเขา ถ้าไม่มีเหตุจำเป็นไม่เคยมาสาย ครูเชื่อตามที่เขาบอก แต่เสนอให้สอบวันอื่นเพราะกลัวว่าเวลาจะไม่พอให้เขาสอบ แล้วจะเสียคะแนนไปเปล่าๆ แต่เขายังยืนยันที่จะขอสอบ มั่นใจว่าเวลาครึ่งเดียวเพียงพอ เขาไม่อยากเสียเวลา พอสอบเช้าเสร็จ เขาก็โทรไปหาคุณป้าบอกเรื่องอาการของเด็กน้อย คนทำงานหาเงินจะหยุดงานกระทันหันก็ยังทำไม่ได้ ลูกป่วยก็ยังต้องขอลากับหัวหน้า น้ำเสียงร้อนรนกระวนกระวายกับคำขอบคุณซ้ำไปมา เมิ่งเหยายิ้มขื่น ตั้งแต่แม่เขาเสียไป ก็ได้พวกป้าๆเพื่อนบ้านคอยช่วยเหลือ ช่วยกันคนละเล็กละน้อยเหมือนเป็นครอบครัวใหญ่ ลูกคุณป้าก็เหมือนน้องชายเขา จะไม่ช่วยได้อย่างไรกัน
พอสอบตอนบ่ายเสร็จ เขาก็รีบกลับไปที่รพ. จะสอบถามข้อมูลผู้ป่วยว่าอยู่ที่ไหน ก็ได้รับคำตอบว่าเปิดเผยข้อมูลได้เฉพาะญาติ พอบอกว่าเป็นพี่ชาย ก็ไม่เกี่ยวข้องทางเครือญาติอีก เมิ่งเหยารู้สึกจนปัญญา
“ขอโทษนะครับ ที่นี่ใช่รพ.ของตระกูลหลานรึเปล่านะครับ” คนฟังกระตุกยิ้ม คงคิดว่าเขาจะอ้างถึงเจ้าของรพ. เออ ใช่ เขาจะอ้าง
“ใช่ค่ะ”
“แล้วคนที่ชื่อหลานซีเฉินนี่ เขามีความสัมพันธ์อย่างไรกับผอ.รพ.เหรอครับ” พนักงานตรวจสอบข้อมูลชักสีหน้า เธอเจอคนมาอ้างว่าเป็นคนรู้จักกับตระกูลหลานบ่อยจนนับครั้งไม่ถ้วน
“เป็นอาหลานค่ะ”
”งั้น พอจะมีช่องทางติดต่อคุณหลานซีเฉินมั้ยครับ” คนฟังคำถามยิ้ม
“ที่นี่ไม่มีเบอร์ติดต่อของคนที่ไม่ได้เป็นบุคลากรในรพ.ค่ะ”
“น่าเสียดายจังครับ พอดีเขาให้บัตรประชาชนผมไว้ ติดต่อไม่ได้ ผมคงคืนให้ไม่ได้” คนฟังมองตามบัตรในมือเขา หุบยิ้ม สีหน้าตกใจ
“ที่นี่ยินดีรับฝากของนะคะ”
“แต่ผมไม่กล้าฝากไว้กับคนอื่น ขอโทษด้วยครับ งั้นผมขอตั..”
“รอสักครู่นะคะ”
เมิ่งเหยาอมยิ้ม มองหญิงสาวเดินไปพูดคุยกับคนอื่น หารือว่าจะทำอย่างไรดี ไม่ไว้ใจเขา แต่ก็กลัวว่าเขาจะเอาบัตรไปทำอะไร เขาแค่อยากจะเยี่ยมน้องแท้ๆ เขามองตามว่าอีกฝ่ายจะทำอย่างไรต่อไป มองดูเธอกดโทรศัพท์ รอ และรับโทรศัพท์ จนกระทั่งเดินกลับมาหาเขา เขาจึงส่งยิ้มให้
“สักครู่จะมีคนมารับบัตรนะคะ”
“เขามารับคืนเอง?” งั้นเขาก็จะได้รู้เรื่องน้องสะที
“เปล่าค่ะ ตอนนี้คุณหลานซีเฉินไม่สะดวกค่ะ แต่เป็นน้องชายมารับแทนค่ะ” อาาา ทำไงดี
“โอเคครับ งั้นผมจะรอ” เขารอไม่นานก็เห็นเด็กหนุ่มในชุดนักเรียนมัธยมต้นเดินมา สีหน้าเรียบนิ่งช่างขัดกับวัย เด็กหนุ่มเดินไปคุยกับพนักงานก่อนจะหันมาทางเขา
“ผมหลานวังจี่ น้องชายพี่ซีเฉิน” พูดแล้วโค้งตัวให้เล็กน้อย นี่เด็กกว่าเขาแน่เหรอ
“ผมเมิ่งเหยาครับ เมื่อเช้าได้พี่ชายคุณช่วยพาน้องผมมารพ. แล้วให้บัตรนี้เก็บไว้ ผมพร้อมจะคืนบัตรให้ ถ้าผมได้ไปเยี่ยมน้องของผมนะครับ” คนตรงหน้ามองเขานิ่ง บอกไม่ได้ว่าคิดอะไรอยู่
“หรือคุณคิดว่านี่บัตรปลอม” เขาพูดแล้วยื่นให้ดู หลานวังจี่มองสำรวจบัตรในมือของเขาสักพักก่อนหันสายตามามอง
“ผู้ป่วยชื่ออะไรครับ” เขาถอนหายใจเหือกใหญ่แล้วรีบบอกข้อมูล เด็กหนุ่มเดินไปที่พนักงาน รับฟังข้อมูลแล้วเดินมาหาเขาอีกครั้ง
“ผมจะพาไป”
“ขอบคุณครับ” เขาเดินตามคนที่อายุน้อยกว่าที่เดินนำทางเงียบๆ พอเดินมาถึงหอผู้ป่วยเด็กพิเศษเขาก็ลอบกลืนน้ำลาย ห้องพิเศษ! ราคาเท่าไหร่!!! เขาเปิดประตูเข้าไป มองเห็นเด็กน้อยนอนหลับสนิทในชุดผู้ป่วย มีสายน้ำเกลือต่ออยู่ที่หลังมือ สีหน้าดูดีกว่าเมื่อเช้ามาก
“ตกลง เขาป่วยเป็นอะไรครับ”
“ผมไม่ทราบ รบกวนสอบถามจากพยาบาลหรือแพทย์เจ้าของไข้ครับ” อ่า...
“ได้ครับ ขอบคุณมากครับที่ช่วย”
“งั้นรบกวนขอบัตรของพี่ชายคืนด้วยครับ” อาเหยายิ้มขันเด็กหนุ่ม นี่พี่น้องกันแน่เหรอ
“ได้ครับ ขอโทษจริงๆที่ทำให้วุ่นวาย” หลานวังจี่รับบัตรไปผลิกดู ก้มหัวให้ แล้วเดินจากไปทันที เขาเก็บบัตรแล้วเดินกลับไปหาคุณอา แต่ยังไม่ทันจะถึงที่หมาย มือถือเขาก็สั่น
“วังจี่ พี่พึ่งเลิก มีอะไรรึเปล่า”
“มีคนจะมาเยี่ยมคนไข้เด็ก มีบัตรประชาชนพี่ด้วย”
“อ่า นายไปเจอเขามาเหรอ”
“อืม พี่ให้บัตรเขาไปเหรอ”
“ใช่”
“...”
“เดี๋ยวพี่แวะไปหาเขาแล้วจะขึ้นไป ฝากบอกคุณอาด้วย” คนฟังขมวดคิ้ว ให้เขาบอกว่าอะไร ...พี่ซีเฉินเลิกเรียนแล้วแวะไปหาคนที่เขาให้บัตรประชาชน บอกให้เขากับคุณอารอก่อน?
ทางหลานซีเฉินเสร็จงานจากหอผู้ป่วยก็รีบเดินไปยังห้องผู้ป่วยเด็กพิเศษที่เขาจัดการไว้ ความรู้สึกรีบร้อนใจแปลกๆกลับมาอีกครั้ง เขาเคาะประตูโดยไม่รอเสียงตอบรับแล้วเปิดประตูเข้าไป สายตาพบกับชายหนุ่มคนเดิม นั่งข้างเตียงผู้ป่วย หันหน้ามามองที่เขาก่อนจะส่งยิ้มให้
เมิ่งเหยาที่หันตามเสียงเคาะประตู มองเห็นคนประหลาดคนเดิมแล้วอดยิ้มไม่ได้ เขาลุกจากที่แล้วเดินไปหา
“ขอบคุณสำหรับทุกอย่างนะครับ ทั้งเรื่องที่มาส่งรพ. เรื่องของน้อง แล้วก็ที่ส่งผมที่โรงเรียน”
“แค่เรื่องเล็กน้อย อย่าไปใส่ใจเลย...” แล้วหลานซีเฉินก็อธิบายอาการป่วยให้เขาฟังคร่าวๆ ผลแลปเป็นเช่นไร วินิจฉัยแยกโรคอะไรบ้าง การจัดการเบื้องต้นคืออะไร แผนการรักษาต่อไปคืออะไร อาเหยาไม่เคยเจอหมอคนไหนตั้งใจอธิบายขนาดนี้เลยจริงๆ ชายหนุ่มเห็นเขาอมยิ้มจึงหยุดพูดไป ก่อนจะหัวเราะแก้เก้อ
“ขอโทษที พอดีว่าผมชินกับการรายงานเคสผู้ป่วยให้อาจารย์แพทย์ฟัง ก็เลย”
“ละเอียด เข้าใจง่ายดีครับ ผมชอบ”
ผมชอบ...ทำไมฟังแล้วดูเหมือนหัวใจเขาจะเต้นแรงขึ้นนะ
“ผมหมายถึง ชอบที่คุณอธิบายละเอียด ให้ฟังหน่ะครับ เพราะปกติที่เจอ ไม่ค่อยอธิบายกัน คงคิดว่าอธิบายไปก็ไม่เข้าใจ”
...ชอบ...
”เอ่อ ไม่ทราบว่าค่าห้องพิเศษนี่ คืนละเท่าไหร่เหรอครับ ผมไม่แน่ใจว่าขอทำเรื่องย้ายไปหอผู้ป่วยสามัญได้มั้ย”
“ห้องพิเศษเหมาะที่จะให้ญาตินอนเฝ้าคนไข้นะครับ อุปกรณ์ทุกอย่างมีพร้อม ส่วนถ้ากังวลเรื่องเงิน...”
“???”
“ผมพอมีวิธีจัดการให้ค่าใช้จ่ายเท่าราคาหอผู้ป่วยสามัญได้ครับ” หลานซีเฉินมองคนตรงหน้าแสดงสีหน้าแบบไม่เชื่อสายตา แววตาซุกซน รอยยิ้มมุมปาก และลักยิ้มข้างแก้ม
“คุณหลานซีเฉิน คุณวิ่งลงจากรถมาช่วยพาผมกับน้องมารพ. ให้บัตรประชาชนกับผม หาคนไปส่งผมที่โรงเรียน ให้น้องผมอยู่ห้องพิเศษแถมคิดราคาเท่าสามัญ อยากให้ผมนอนที่รพ....” เมิ่งเหยายิ่งพูด ใบหน้าของหลานซีเฉินก็ยิ่งแดงระเรื่อ
“ผมสงสัยว่า คุณรู้จักผมมาก่อนเหรอครับ”
“ไม่ครับ”
“แล้วที่คุณทำดีกับผมขนาดนี้ หรือเพราะว่า คุณคิดอะไรกับผม”
เงียบ
ตามจริงต่อให้หลานซีเฉินไม่ตอบ แค่เห็นหน้าแดงๆแบบนี้เมิ่งเหยาก็เดาคำตอบได้
“ใช่ครับ” คนๆนี้ช่างประหลาดจริงๆ
“ขอโทษนะครับถ้าผมทำให้รู้สึกลำบากใจ”เขามองคนตรงหน้าก้มหน้าหลบสายตา ไม่ชอบเลย แววตาเศร้าๆแบบนี้
“เรียกผมอาเหยาก็ได้ครับ...พี่ซีเฉิน” เห็นคนตกใจแล้วดีใจ อยู่ดีๆเขาก็รู้สึกดีใจตามขึ้นมา รู้สึกเหมือนหัวใจมันพองลม อิ่มเอม รู้สึกเหมือนตัวเองสมหวังในอะไรสักอย่าง
“ขอบคุณนะครับพี่ซีเฉิน”
“อาเหยาไม่ต้องขอบคุณพี่ก็ได้ พี่เต็มใจช่วย”
สายตา รอยยิ้ม ระหว่างสองคน ไม่ต้องมีทั้งคำว่าขอโทษและขอบคุณ
(จบเถอะ)
