Actions

Work Header

Rating:
Archive Warning:
Category:
Fandom:
Relationship:
Characters:
Additional Tags:
Language:
ไทย
Stats:
Published:
2020-04-02
Updated:
2020-04-02
Words:
27,932
Chapters:
2/?
Hits:
29

I will follow you to the World's End

Notes:

Write this as a tribute to my good friend.

Chapter 1: Prologue

Chapter Text

 

ชื่อของเทพโจรสลัดคนสุดท้ายที่มาถึงคือ ‘ฮิลเลรี่ เอฟ. แองเจลิค’ ผู้ครอบครองเรือ ‘เลกาซี่’ เรือที่สวยงามและว่องไวที่สุด เทพโจรสลัดเหล่านี้เปรียบเหมือนกับแม่ทัพ เป็นกองกำลังส่วนตัวของ ‘เพียร์ซ เรนโซ’ ราชาโจรสลัดคนปัจจุบัน

 

จาฮานมองหญิงสาวที่เพิ่งก้าวลงมาจากเรือที่เขาคุ้นเคย ท่าทางทรงอำนาจและมาดผู้นำของนางทำให้ค่อนข้างมั่นใจว่าหญิงสาวผู้นี้คือกัปตันฮิลเลรี่เป็นแน่ นางดูยังเยาว์วัย มีเส้นผมยาวหยักศกสีไอซ์บลอนด์เหลือบฟ้ายาวเคลียเอวบาง ขนตาหนาเป็นแพสีอ่อนล้อมกรอบดวงตาคู่คมสีน้ำเงินที่เปล่งประกายราวกับแซฟไฟร์เลอค่า ทำให้ใบหน้างดงามหมดจดราวกับนางฟ้าดูดุดันเข้มแข็งและน่าเกรงขามสมกับตำแหน่งผู้นำ

 

“จาฮาน ตัวแทนของเพียร์ซ เรนโซ” เขาเอ่ยแนะนำตัวหลังจากที่พบกับกัปตันเรือสาวคนนี้เป็นครั้งแรก เครื่องแต่งกายของหญิงสาวรัดกุมแต่ก็แปลกตาไปพร้อมกัน มันมีลักษณะคล้ายเสื้อคลุมที่ต้องพับป้ายกันและมีผ้าแถบขนาดใหญ่พาดทับบริเวรเอวและเชือกนั่นก็ผูกคาดดาบยาวเอาไว้ถึงสองเล่ม นางสวมใส่สนับมือยาวหายเข้าไปในแขนเสื้อคลุมตัวยาวที่ดูเหมือนจะเป็นวัสดุเดียวกันกับที่ใช้ทำรองเท้าบูทสูงเหนือเข่าของนาง แม้การแต่งตัวจะดูประหลาดไปบ้าง แต่จาฮานปฏิเสธไม่ได้ว่าเครื่องประดับและเสื้อคลุมแขนยาวสีฟ้าทรงนี้มันไม่เข้ากับหญิงสาวน่าเกรงขามตรงหน้า

 

หน้าที่วันนี้ของจาฮานคือการมารับสี่เทพโจรสลัดเพื่อไปประชุมครั้งสำคัญกับราชาโจรสลัดที่แม้แต่ผู้ติดตามของเทพโจรสลัดหรือรองกัปตันก็ยังถูกสั่งห้าม

 

“ข้าฮิลเลรี่ กัปตันแห่งเลกาซี่” หญิงสาวตอบกลับ เสียงของนางแหบห้าวกว่าผู้หญิงทั่วไป ขณะเดียวกันมันก็ฟังรื่นหูราวกับเสียงดนตรี

 

พวกเขาจับมือกันสั้น ๆ เสียงกรุ๊งกริ๊งดังมาจากสร้อยข้อมือที่นางสวมกระทบกัน และจาฮานก็เบี่ยงตัวให้หญิงสาวขึ้นรถม้าคันสุดท้ายที่เตรียมเอาไว้

 

กึก.. ศอกจากเมริด้า หญิงสาวผมหยักศกผู้เป็นคนขับรถม้าข้างกายจาฮานทำให้ดวงตาเรียบเฉยสีอเมทิสต์ของเขาเหลือบมองหล่อนเล็กน้อย คิ้วเข้มเลิกขึ้นเชิงถามว่ามีอะไร และท่าทางที่เปลี่ยนไปของคนสองคนนี้ก็ไม่หลุดรอดสายตาระมัดระวังกัปตันสาวเช่นกัน ฮิลเลรี่ชะงักเท้าที่กำลังจะก้าวขึ้นรถม้า หันมามองตัวแทนของราชาโจรสลัดทั้งสองคน

 

“มีอะไร เมริด้า?” จาฮานกล่าวเสียงทุ้มต่ำ แม้ใบหน้าจะเรียบเฉยแต่เขากำลังสงสัยว่าอีกฝ่ายจะศอกทำเพื่อ ขณะเดียวกันเมื่อเมริด้าเห็นท่าทางโง่เง่าไม่รู้ ‘ห่า’ อะไรเกี่ยวกับธรรมเนียมปฏิบัติทั้งสิ้นของจาฮาน หญิงสาวก็อยากจะเอาหัวโขกรถม้าให้ตาย

 

“จาฮาน เพื่อแสดงความเป็นสุภาพบุรุษออกไปเจ้าควรจะช่วยสตรีขึ้นรถม้า” เมริด้าเอ่ยเสียงลอดไรฟัน

 

จาฮานเลิกคิ้วอีกครั้ง เขาหันกลับไปมองกัปตันสาวผมยาว 

 

“กัปตันฮิลเลรี่ ท่านต้องการให้ข้าแสดงความเป็นสุภาพบุรุษและช่วยเหลือท่านขึ้นรถม้าหรือไม่?”

 

หญิงสาวคนขับรถม้าแทบจะสะดุดล้มหน้าคว่ำ นางหันขวับมองร่างสูงใหญ่ที่ไม่มีคอมมอนเซนส์เรื่องพวกนี้เลยสักนิด ดวงตาเบิกกว้างคล้ายไม่อยากเชื่อสิ่งที่ได้ยิน และยิ่งบวกกับคำตอบที่ออกมาจากริมฝีปากจิ้มลิ้มของกัปตันสาว เมริด้ายิ่งอยากเดินไปริมผาและกระโดดน้ำตายตรงนั้น

 

“ไม่ ข้าไม่ต้องการความช่วยเหลือ”

 

แน่นอน... แน่นอนกัปตันสาวไม่ต้องการความช่วยเหลือ ทีนี้นอกจากไม่ต้องการความช่วยเหลือแล้ว นางจะเผลอคิดหรือเปล่าว่าจาฮานเผลอดูถูกสตรีออกไป? 

 

เมริด้าแอบเหล่มอง แต่ท่าทางไม่ยี่หระของกัปตันฮิลเลรี่และแขนบอบบางที่ยื่นมือขึ้นไปจับรถม้าก่อนจะเหวี่ยงตัวเองขึ้นบนรถม้าทำให้หญิงสาวคล้ายบรรลุธรรมบางอย่าง 

 

จาฮานและกัปตันเรือโจรสลัดคนนี้เป็นคนประเภทเดียวกัน พวกไม่สนโลกและอ่านบรรยากาศรอบตัวไม่ออก! 

 

“จาฮาน ทีหลังหากเจ้าอยากจะยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือหญิงสาวเจ้าก็ควรทำเลย ไม่จำเป็นต้องเอ่ยถามแบบครั้งนี้” 

 

ได้ทีเมริด้าก็สั่งสอน นอกจากหญิงสาวจะเป็นคนรับใช้ในปราสาทและเป็นหัวหน้าคนดูแลม้าแล้ว ตำแหน่งพิเศษที่หล่อนได้เพิ่มเติมมาจากราชาโจรสลัดองค์ก่อนคือการเป็น ‘พี่เลี้ยง’ ให้กับจาฮาน เด็กหนุ่มตัวสูงใหญ่แปลกประหลาดที่ว่ากันว่าเขาโตมากับสัตว์ทะเล (ความทึ่มของจาฮานทำให้คำเปรียบเปรยนี่ไม่เกินจริงแม้แต่น้อย) เพื่อให้เข้าใจธรรมเนียมปฏิบัติของมนุษย์และเข้าสังคมได้

 

“รอบก่อนข้าทำอย่างนั้น หญิงสาวคนนั้นกลับบอกว่าข้าเสือก” จาฮานตอบกลับเรียบ ๆ “ทั้งที่นางถูกฝ่ายชายฉุดกระชากลากถูออกไปจากร้านเหล้าแท้ ๆ” จนถึงตอนนี้จาฮานก็ยังไม่เข้าใจว่าเขาทำผิดอะไร

 

“ปัดโถ่! นั่นเพราะนางกับชายคนนั้นเป็นสามีภรรยากันต่างหาก และเจ้าก็ต่อยสามีของนางเสียจมูกหักและเลือดกบปาก”

 

“เขาเป็นคนเริ่มการชกต่อยนั่นก่อน และข้าสาบานว่าข้าทำเขาแค่หมัดเดียว”

 

“แรงอย่างกับมิโนธอร์อย่างเจ้า หมัดเดียวก็จอดแล้วล่ะสำหรับชาวบ้านอย่างเขาน่ะ” เมริด้าส่ายหน้าปลง “เอาเถอะ! ขึ้นไปบนรถม้าซะ แล้วก็ชวนกัปตันฮิลเลรี่คุยบ้างนางจะได้ไม่เบื่อ ลองใช้สิ่งที่เจ้าเรียนมาจากวิชา ‘เข้าสังคมเบื้องต้น’ ที่ข้าพร่ำสอน” เมริด้าพูดให้มันเกิดจริงไปงั้น แต่นักเรียนของเธอกลับขมวดคิ้วเคร่งเครียดไปเสียแล้ว 

 

“ข้าจะพยายาม” อีกฝ่ายเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยและใบหน้าที่เคร่งเครียดจริงจังจนน่ากลัว ร่างสูงเหยียบขึ้นรถม้าเข้าไปนั่งกับกัปตันฮิลเลรี่ ซึ่งเมริด้าส่งสายตาให้เขาเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะปิดประตูรถม้าและปีนขึ้นไปนั่งประจำตำแหน่งผู้ขับขี่ก่อนจะสะบัดแส้และรถม้าก็เริ่มเคลื่อนตัว...

 

เสียงเอี๊ยดอ๊าดยามรถม้าเคลื่อนตัวและวิ่งบนถนนทำให้พวกเขาตัวโงนเงนเล็กน้อยยามโดยสารมัน จาฮานมองตรงไปข้างหน้า คอของเด็กหนุ่มตั้งตรง ขณะที่หญิงสาวข้างกายกลับนั่งด้วยท่าทางผ่อนคลายกว่า นางเอนหลังพิงรถม้า เท้าแขนขวากับคางตนเองขณะที่ดวงตาสีน้ำเงินเข้มเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างยังท่าเรือและทะเลสุดลูกหูลูกตา 

 

“วันนี้อากาศดี”

 

เมื่อมันไม่มีการตอบรับจากหญิงสาวผมสีไอซ์บลอนด์ จาฮานก็เอ่ยอีกครั้งด้วยโทนเสียงที่เคร่งเครียดและดังมากขึ้น 

 

“วันนี้อากาศดี”

 

นั่นเรียกสติกัปตันฮิลเลรี่ หญิงสาวเบือนหน้ามาทางคนของราชาโจรสลัด อีกฝ่ายมีสีหน้าจริงจังและเคร่งเครียดทั้งที่กำลังพูดเรื่องดินฟ้าอากาศ เป็นคนที่ชัดเจนดีแท้...

 

“แต่อีกสักพักพายุจะเข้า” จาฮานเอ่ยต่อ และประโยคนั้นเองก็เรียกความสนใจจากกัปตันฮิลเลรี่ได้ชะงัก 

 

“พายุ?” หญิงสาวเอ่ย “ข้าเห็นแต่แดดจ้า และหากข้าจำไม่ผิดที่เซนทรัลนี่ไม่ฝนมาหลายวัน”

 

“ท่านไม่เชื่อข้า”

 

“ข้าเชื่อในสิ่งที่เห็น”

 

“ท่านจะเชื่อข้าหลังจากเห็นพายุตั้งเค้า”

 

“คงเป็นเช่นนั้น” 

 

“ตัดสินใจชักช้าบางทีอาจจะไม่ทันการ” 

 

ชายหนุ่มเจ้าของเรือนผมสีไวโอเล็ตเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง ไม่เย่อหยิ่ง ไม่ถือดี ไม่มีความรู้สึกใด ๆ ทั้งสิ้น เป็นแค่ประโยคที่กล่าวเมื่อพูดถึงความจริงหนึ่งอย่างเท่านั้น ทว่าฮิลเลรี่เพียงแค่โคลงศีรษะ

 

“ตีตนไปก่อนไข้จะทำให้ผู้คนตื่นตระหนกและก่อเกิดคลื่นความวุ่นวายตามมา” นางนึกถึงความเป็นจริงที่เป็นไปได้ “ข้าเพียงคนเดียวมิอาจรับมือกับฝูงชนที่ตื่นตระหนก ให้ข้าไปฟาดฟันประดาบกับพายุ ข้ายังถนัดเสียมากกว่า”

 

นั่นทำให้จาฮานขมวดคิ้ว ใบหน้านิ่งขรึมหันมองหญิงสาวที่พูดประโยคท้าทายธรรมชาติออกมาด้วยน้ำเสียงเบื่อหน่าย สายตาของนางยังคงจับจ้องท้องทะเลและถนนหนทางนอกหน้าต่างอยู่อย่างไม่มีจุดสนใจเป็นหลักแหล่ง

 

“ท่านเป็นผู้หญิงพิลึก” 

 

จาฮานสรุป ฮิลเลรี่มีสีหน้าฉงนเล็กน้อย ใบหน้านางหันกลับมามองผู้พูดคล้ายไม่เชื่อหูว่าตนเพิ่งได้ยินอะไรออกมา 

 

“เมริด้า หญิงสาวที่บังคับรถม้าอยู่น่ะ นางก็เป็นผู้หญิงพิลึก”

 

“จาฮาน! เห็นแก่พระแม่แห่งท้องทะเล ข้าได้ยินเจ้านินทาข้า!”

 

เสียงแหวดังมาจากด้านนอกแข้งกับเสียงล้อรถม้าบนถนนขรุขระ นางเปิดช่องหน้าต่างเล็ก ๆ ตรงรถม้า โผล่หน้ามาพอให้คนทั้งสองได้เห็น 

 

“ข้าเปล่า” จาฮานโต้ตอบ “พิลึกไม่ใช่คำตำหนิ”

 

“กัปตันฮิลเลรี่ โปรดอย่าถือสาเด็กพิลึกอย่างเจ้านี่”

 

“เมริด้า เจ้าต่อว่าข้า”

 

“ไหนบอกพิลึกไม่ใช่คำตำหนิ?”

 

“แต่น้ำเสียงของเจ้าเน้นย้ำตรงคำว่าพิลึก เจ้าต่อว่าข้า”

 

“อย่างนั้นเจ้าเองก็นินทาข้าเหมือนกัน จาฮาน”

 

เมริด้าสรุป นางหันกลับมามองถนนอีกครั้งและดึงบังเหียนควบคุมให้รถม้าเลี้ยวไปตามทางโค้งหักศอกที่เธอเข้าโค้งช้ากว่าปกติเพราะมัวแต่หันไปเถียงกับเด็กบื้อในความปกครอง

 

การตอบโต้กันของเมริด้าและจาฮานตกอยู่ในสายตาเฝ้าสังเกตของกัปตันฮิลเลรี่ นางต้องการรู้ว่าคนของราชาโจรสลัดนั้นเป็นคนประเภทไหน และจากบทสนทนาเมื่อครู่ นางคิดว่าพวกเขาเหล่านี้ก็ ‘น่าสนใจ’ ไม่ต่างจากราชาโจรสลัด ‘เพียร์ซ เรนโซ’ แน่นอนฮิลเลรี่เคยเจอชายผู้นั้นมาแล้ว นั่นเป็นการพบกันครั้งแรกและครั้งเดียว ก่อนเวลาจะล่วงเลยมาเกือบครึ่งปี 

 

ภาพเหตุการณ์นั่นยังฉายชัดอยู่ในความทรงจำ... ราชาโจรสลัดผู้นั้นยิ่งใหญ่และเกรียงไกรยามนำเรือเข้ามาช่วยเหลือกองกำลังโจรสลัดของนางที่ถูกทัพนาวีกวาดต้อนจนแทบจะไม่มีทางรอดที่อ่าวโรลลิ่งส์ เขตแดนรอยต่อระหว่างน่านน้ำของอาณาจักรบอร์ดีเนียกับทะเลกว้างขวางที่ไร้กฎเกณฑ์ เพียร์ซ เรนโซมีแค่เรือสำเภาลำเล็กลำเดียวและลูกเรืออีกเพียงหยิบมือ ทว่าเพียงแค่ชายผู้นั้นปรากฏตัว น้ำทะเลนิ่งสงบก็ดูเหมือนจะปั่นป่วน เมฆดำครึ้มที่ไม่รู้มาจากไหนรวมตัวกันหนาแน่นมากขึ้นเรื่อย ๆ ท้องฟ้ามีแสงสว่างวาบและร้องคำราม น่าเกรงขามยิ่งกว่าเสียงของมังกรทะเล

 

“ท่านนายพล! ข้าเชื่อว่าท่านกำลังรุกล้ำเขตแดนน่านน้ำไร้กฎเกณฑ์นะ หากท่านรักชีวิตและลูกเรือของตนอยู่ ท่านจงแล่นเรือออกไปจากอ่าวโรลสิ่งส์เสีย! นี่เป็นคำเตือนจากข้า ‘เพียร์ซ เรนโซ’ ราชาแห่งโจรสลัด เจ้าของทะเลไร้กฎเกณฑ์แห่งนี้!”  

 

เสียงห้าวองอาจนั่นดังกึกก้องไปทั่ว 

 

“ข้าจะนับหนึ่งถึงห้าเพื่อรอคอยคำตกลงของท่าน หาไม่แล้ว ข้าจะจมเรือรบทุกลำของท่านจนมันจมเป็นซากอยู่ใต้ทะเลเพื่อแก้แค้นให้กับชีวิตที่ถูกสังเวยไปเพียงเพราะท่านทำผิด ‘พันธะสัญญาศักดิ์สิทธิ์’ ของเราทันที!”  

 

เพียร์ซนับหนึ่งถึงห้าอย่างเชื่องช้าเพื่อให้ท่านนายพลจากอาณาจักรบอร์ดีเนียได้ขบคิดอย่างมีสติ ทว่าคำตอบที่อีกฝ่ายให้กลับเป็นลูกปืนใหญ่ที่พุ่งตรงเข้ามไปถล่มเรือสำเภาลำเล็กของอีกฝ่ายทันที 

 

ตู้ม!

 

ลูกปืนใหญ่เฉียดเรือสำเภานั่นไปนิดเดียวเท่านั้น

 

“เมื่อกี้แค่เตือนเท่านั้น ข้าน่ะอยู่ในสงครามอ่าวโรลลิ่งส์เมื่อสิบห้าปีก่อน ข้าเห็นกับตาว่าราชาโจรสลัดหน้าตาเป็นอย่างไร ชายผู้นั้นไม่ใช่เด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมเช่นเจ้า! หากยังปากดีอยู่อีกละก็ คราวนี้ล่ะข้าจะจมเรือเล็กเหมือนมดปลวกของเจ้าเข้าจริง ๆ!”

 

แม่ทัพเรือตอบโต้อย่างมิได้ยำเกรง และตอนนั้นเองที่กระแสน้ำและท้องฟ้าเริ่มจะปั่นปวนมากยิ่งขึ้น 

 

“ท่านจมเรือข้าไม่ได้หรอกท่านนายพล เพราะสัตว์เลี้ยงของข้าต่างหากเล่าที่จะจมเรือของเจ้าก่อน!”

 

สิ้นเสียงของราชาโจรสลัด ทะเลตรงหน้าก่อกำเนิดเป็นกระแสน้ำวน หนวนปลาหมึกยักษ์ที่คืบคลานขึ้นมาจากท้องทะเลโอบกอดเรือนาวีลำซ้ายสุดด้วยแรงมหาศาลและบีบมันจนแตกเป็นเสี่ยง เสียงร้องอย่างตกใจของพลทหาร และร่างของพวกเขาจะนวนมากที่กระโดดสละเรือจมลงสู่ในน้ำเพื่อว่ายหนีเอาชีวิตรอด

 

ฮิลเลรี่ไม่เคยเชื่อว่าบนโลกใบนี้จะมีใครสามารถควบคุมสัตว์ร้ายได้มาก่อน เจ้าสิ่งนั้น... หนวดปลาหมึกขนาดยักษ์ที่พุ่งขึ้นมาจากใต้ทะเลจมเรือของกองทัพทีละลำ ๆ อย่างง่ายดายโดยที่ลูกปืนใหญ่ไม่สามารถทำอะไรผิวที่หนาและแข็งแรงของมันได้... มันไม่ใช่มังกร มันใหญ่โตกว่านั้น อันตรายกว่านั้น และน่ากลัวกว่านั้น 

 

มันเป็น ‘ฝันร้าย’ ของนักเดินเรือทุกคน

 

“คราเคนของข้า! ข้ารู้ถึงทหารพวกนี้จะไม่ทำให้เจ้าอิ่มท้องเหมือนมังกรทะเล แต่อย่างน้อยชีวิตโสมมของพวกมันก็ทำให้เจ้าได้เล่นสนุกได้บ้างล่ะนะ วะฮะฮะฮ่า!” 

 

เพียร์ซ เรนโซควบคุมปิศาจร้ายไว้ในอุ้งมือ เพียงไม้นานทัพนาวีก็ราบเป็นหน้ากลอง คราเคนคำรามเสียงดังกึกก้องอีกครั้งก่อนจะจมหายกลับไปในทะเล ผืนน้ำกลับมาสงบ และเมฆครึ้มฝนขมุกขมัวก็ถูกพัดหายไปจนกลายเป็นท้องฟ้าสดใสเช่นเดิม เรือสำเภาลำย่อมค่อย ๆ แล่นเข้ามาจอดเทียบเรือไม้ใกล้ผุพังและไม่สามารถแล่นได้ต่อไปอีกแล้วของฮิลเลรี่ 

 

“กัปตันฮิลเลรี่ เอฟ. แองเจลิค ข้าได้ยินชื่อเสียงเรียงนามของเจ้ามาเนินนานเหลือเกิน ยินดีจริง ๆ ที่ได้พบหน้าอย่างเป็นทางการเสียที” ชายร่างสูงในชุดกัปตันโจรสลัดกระโดดขึ้นเรือ น้ำเสียงอีกฝ่ายเปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคนที่ข่มขู่ทัพนาวีทำเอาหญิงสาวเกือบจะฉงนและปรับตัวไม่ทัน 

 

“ยินดีที่ได้พบ ยินดีที่ได้พบ!” เสียงนกแก้วบนบ้าล้อประโยคของเจ้าของ เพียร์ซหันมามองนกแก้วนั่นและทำท่าจะขย้ำคอมัน แต่ดูเหมือนนกแก้วจะรู้ดี มันโผปีกบินและหนีบทลงโทษจากเจ้านายไปได้อย่างหวุดหวิด “เจ้าโง่เพียร์ซ เจ้าโง่เพียร์ซ จับข้าไม่ได้หรอก!”

 

นั่นเรียกเสียงหัวเราะครื้นเครงจากลูกเรือทั้งสามคนที่ติดตามราชาโจรสลัดนี้มาด้วยกัน

 

“นกเวรเอ๊ย” ชายหนุ่มสบถ เขาเท้าเอว มองรอบ ๆ ซากเรือปรักหักพังของกัปตันสาวที่ถูกโจมตีอย่างหนักด้วยปืนใหญ่จากทั่วสารทิศ เสากระโดงเรือหักโค่น มันไม่มีทางที่จะแล่นได้อีกต่อไป ว่ากันตามตรงนางเองก็ยังไม่คิดด้วยซ้ำว่าจะรอดตายไปได้ เสี้ยวหนึ่งของหัวใจรู้ดีว่าหากโดนทัพนาวีไล่ต้อนขนาดนั้น นางจะสู้จนตัวตายและปล่อยให้ร่างของตนจมสู่ก้นทะเลพร้อมกับสหายที่พร้อมจะตายอยู่แล้ว

 

“เจ้า... รู้ได้อย่างไรว่าข้าอยู่ที่นี่...?”

 

นางแล่นเรือออกมาพร้อมกับกลุ่มโจรสลัดของตน ถูกล่อลวงด้วยข่าวปลอมเกี่ยวกับขุมสมบัติที่อยู่ท้ายอ่าวโรลลิ่งส์ และทันทีที่มาถึงตามตำแหน่งในแผนที่กลับถูกรายล้อมด้วยทัพเรือ เพราะมัวแต่ตื่นเต้นกับสมบัติที่พรรคพวกกำลังจะลงไปงมใต้ทะเล ทำให้ลืมนึกไปว่าเรือของตนนั้นได้เข้าสู่เขตแดนของน่านน้ำอาณาจักรบอร์ดีเนีย เข้าแผนนาวีเจ้าเล่ห์ที่คิดจะกำจัดโจรสลัดเสียแล้ว 

 

“พวกข้าตามข่าวลือเรื่องสมบัติท้ายอ่าวโรลลิ่งส์มา สหายข้าจับทหารนาวีที่ปลอมตัวเป็นชาวบ้านได้ เจ้านั่นปะติดปะต่อเรื่องราวและบอกให้เราแล่นเรือออกมาตามหาพวกเจ้า ถ้าจะขอบคุณ เจ้าต้องขอบคุณความฉลาดของสหายข้า ทั้งที่ปกติเป็นคนทึ่มแท้ ๆ แต่มันกลับระบุตัวทหารนาวีและจับไอ้หนูสกปรกคนนั้นมาเค้นความจริงได้” เพียร์ซอธิบายพร้อมกับยักไหล่เล็กน้อย ใบหน้าคมคร้ามของอีกฝ่ายคล้ายไม่ยี่หระ และมุมปากก็แสยะยิ้มไม่แยแส “แต่สารภาพตามจริง ข้าไม่คิดหรอกนะว่าจะมาช่วยชีวิตพวกเจ้าได้ทัน เรารู้ข่าวช้าไปพอสมควร... เจ้าเก่งมากกัปตันหญิงที่ยื้อเวลาได้นานและยังรักษาชีวิตลูกเรือได้มากขนาดนี้” 

 

ฮิลเลรี่ลอบกลืนน้ำลาย หญิงสาวเองก็รู้... ว่าถ้าคนพวกนี้มาไม่ทันจะเกิดอะไรขึ้นกับตนเองและลูกเรือ เป็นโจรสลัดเท่ากับทรยศอาณาจักร โทษทัณฑ์คือการ ‘แขวนคอ’ อย่างเดียวเท่านั้น

 

“แล้วเจ้าจะเอาอย่างไรต่อ?” เพียร์ซยังเอ่ยต่อไป ชายหนุ่มเริ่มก้าวเท้าย่ำและเดินสำรวจซากเรือของหล่อน “ข้าไม่ได้ปากพล่อยนะ แค่พูดตามสิ่งที่เห็น แต่เรือเจ้าผุพังขนาดนี้ มันแล่นต่อไปไม่ไหวแน่ เอาเป็นแล่นแค่จากตรงนี้ไปยังอ่าวโรลลิ่งส์เรือเจ้ายังไปไม่รอด และถ้าเจ้าโชคร้าย เจอมังกรน้ำที่เพิ่งจะหนีหัวซุกหัวซุนไปเพราะสัตว์เลี้ยงของข้าตื่นมาเล่นสนุกเมื่อครู่ว่ายกลับมาถิ่นเดิมของมัน ไอ้ความพยายามทั้งหมดที่ข้าทำเพื่อช่วยชีวิตกลุ่มโจรสลัดของเจ้าจะเป็นศูนย์เลยนะ”

 

นาง ‘รู้’ และนาง ‘เข้าใจ’ เป็นอย่างดี แต่กัปตันเรืออย่างนางไม่สามารถก้มหัวให้ใครได้ง่าย ๆ ถึงแม้ว่าจะเป็น ‘หนี้ชีวิต’ อีกฝ่ายก็ตาม

 

“เอางี้ดีกว่า ข้ามีข้อเสนอมาให้”

 

ฮิลเลรี่เงียบ ดวงตาสีแซฟไฟร์หรี่ลงอย่างระมัดระวัง

 

“ไปกับข้าดีไหม กัปตันฮิลเลรี่” 

 

“…”

 

“ข้ามีเรือที่เหมาะสมกับเจ้า ข้าจะมอบนางให้แน่นอน ถ้าเจ้าตกลง เจ้าจะกลายเป็นหนึ่งในสี่เทพโจรสลัด เป็นขุนพลฝีมือดีของข้า เราจะร่วมกันสร้างศักราชใหม่และปลดแอกตัวเองจากสัญญาสงบศึกบ้า ๆ อย่าง ‘พันธะสัญญาศักดิ์สิทธิ์’!”

 

“…”

 

“ว่าอย่างไร?”

 

นางหันกลับไปมองหน้าลูกเรือของตน แต่ละคนมีสีหน้าตื่นตระหนกและหวาดกลัว หลายคนยังตั้งตัวไม่ทันกับภาพความโหดร้ายของสัตว์ทะเลที่จมเรือนาวีอย่างกับมันเป็นของเล่น พวกเขาเหล่านั้นก็แค่อยากมีชีวิตรอด...

 

“ก็ได้ ข้าตกลง แต่...”

 

“แต่?”

 

“แต่เจ้าต้องรับปากว่าข้าและลูกเรือจะได้ทั้งอิสระและความสงบสุข”

 

นั่นเป็นจุดเริ่มต้นใหญ่ฮิลเลรี่และลูกเรือของตนกลายมาเป็นกลุ่มโจรสลัดใต้บังคับบัญชาของเพียร์ซ เรนโซ หลังจากวันนั้นพวกเขาก็เดินทางกลับไปที่หมู่เกาะโจรสลัด หมู่เกาะที่ขึ้นชื่อว่าเป็นแดนสวรรค์สำหรับโจรสลัดทุกคน ฮิลเลรี่ได้รับมอบ ‘เลกาซี่’ เรือสวยงามที่แล่นเร็วที่สุดเป็นพาหนะ 

 

เพียร์ซไม่เคยเรื่องมาก เจ้านั่นให้อิสระนางอย่างเต็มที่ โดยขอแค่อย่างเดียว เมื่อมีภารกิจต้องกลับมาที่อ่าวโจรสลัดเสมอ ตลอดระยะเวลาครึ่งปี ฮิลเลรี่ไม่เคยได้รับการติดต่อจากราชาโจรสลัดเลย นางและลูกเรือพร้อมกับเลกาซี่ออกไปผจญภัย จนกระทั่งหนึ่งอาทิตย์ก่อนที่สารนัดรวมพลฉบับแรกถูกส่งมาให้นาง 

 

“ใกล้แล้ว...” 

 

เสียงทุ้มต่ำของจาฮานเรียกสติฮิลเลรี่ให้กลับมาอยู่ที่ปัจจุบันอีกครั้ง

 

“ใกล้แล้ว?” ฮิลเลรี่เอ่ยทวน หญิงสาวมองออกไปด้านนอกหน้าต่างจึงเห็นว่ารถม้าของพวกเขากำลังวิ่งเข้าสู่เขตประตูเมือง ทางลาดนั้นสูงชันขึ้นมาเรื่อย ๆ จนพวกเขามาถึงปราสาทหลังโตบนยอดเขา รถม้าจึงค่อย ๆ จอดนิ่งสนิท 

 

“ดูเองบนฟ้าสิ”

 

เอ่ยจบ ชายหนุ่มตัวโตก็เปิดประตูรถม้า เขากระโดดลงไปและหันกลับมาหาหญิงสาวพร้อมกับยื่นมือมาให้ ฮิลเลรี่พึมพำ ‘ขอบใจ’ แต่นางกลับส่ายหน้าไม่รับความช่วยเหลือ นางก้าวลงจากรถม้าด้วยตัวเอง ดวงตาสีแซฟไฟร์เหลือบมองท้องฟ้าที่เริ่มมีเมฆครึ้มบดบังความแจ่มใส่เมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมาอย่างน่าอัศจรรย์ใจ

 

พายุกำลังจะมา”

 

หญิงสาวอดรู้สึกทึ่งไม่ได้กับการพายากรณ์อากาศที่แม่นยำของชายตัวโตราวกับยักษ์คนนี้

 

“ข้าเชื่อแล้ว” นางตอบด้วยความรู้สึกชื่นชมอย่างจริงใจ “เจ้าเป็นต้นหนเรืองั้นเหรอ?” 

 

มือแข็งแรงของจาฮานปิดประตูรถม้าและตบมันหนึ่งครั้ง เป็นสัญญาณให้เมริด้ากระตุกแส้ม้าและเอารถไปเก็บ 

 

“เปล่า ข้าไม่ใช่ต้นหน” ร่างสูงใหญ่เอ่ยตอบ หมุนตัวและเดินนำกัปตันเรือสาวเข้าไปในปราสาท “ข้าเป็นแค่ผู้ติดตาม ไม่มีตำแหน่งอะไรบนเรือทั้งนั้น”

 

“เจ้าควรจะเป็นต้นหน ความสามารถในการทำนายลมฟ้าอากาศของเจ้าแม่นยำ”

 

จาฮานโคลงศีรษะ ไม่ตอบรับหรือยินดีกับคำชมของฮิลเลรี่ 

 

“ข้าไม่ชอบออกเรือ หากเป็นไปได้ข้ามักเลือกอยู่บนฝั่ง”

 

“เช่นนั้นเองข้าจึงไม่คุ้นหน้าเจ้า” ฮิลเลรี่เอ่ย หญิงสาวพาลนึกไปถึงเหตุการณ์นั้นอีกครั้ง “ข้าคิดว่าข้าความจำเลอะเลือนเองที่จำหน้าผู้ช่วยชีวิตไม่ได้ แต่เหตุการณ์ที่อ่าวโรลลิงส์เมื่อครึ่งปีก่อน เจ้าไม่ได้อยู่บนเรือกับราชาโจรสลัดสินะ?”

 

ชายหนุ่มชะงัก แต่ก็เป็นเพียงแค่เสี้ยววินาที 

 

“ถูกต้อง ข้าไม่ได้อยู่บนเรือ”

 

แผ่นหลังที่เดินนำกัปตันนั้นยังตั้งตรงเช่นเดิม พวกเขาเดินผ่านคนรับใช้ในปราสาท พวกนางหยุดสิ่งที่กำลังทำอยู่และก้มหน้าย่อตัวทำความเคารพนางและชายหนุ่มตัวโต

 

“ท่านจาฮาน” เสียงหญิงรับใช้หลายนางดังแว่วมา แต่เจ้าของดวงตาสีอเมทิสต์ไม่ได้ว่อกแว่กกลับไปมองพวกนางที่เอ่ยทักทายและทำความเคารพสักนิด ท่าทางแบบนี้ยิ่งทำให้ฮิลเลรี่มั่นใจว่าคนที่เพียร์ซ เรนโซส่งมารับนางไม่ใช่คนธรรมดา ฮิลเลรี่และจาฮานไม่ได้คุยอะไรกันอีกจนกระทั่งจาฮานพานางมาหยุดหน้าประตูห้องห้องหนึ่ง คงถึงเวลาที่ต้องกล่าวลากันแล้ว

 

“ขอบใจเจ้ามาก จาฮาน”

 

จาฮานพยักหน้าให้กัปตันสาวหนึ่งครั้ง แม้ใบหน้าจะนิ่งสงบไม่แสดงความรู้สึก แต่ในห้วงความคิดเขากำลังชั่งใจ คิดอยู่ครู่หนึ่งว่าจะพูดดีหรือไม่พูดดี สุดท้ายก็ตัดสินใจซื่อสัตย์กับตนเอง

 

“คนในห้องมีทั้งฝูงชนที่ตื่นตระหนกกับพายุและคนพิลึกอย่างท่านที่จะวิ่งเอาดาบออกไปฟาดฟันมัน”

 

ฮิลาเรียสชะงักฝีเท้า นางหันกลับมามอง... เงยหน้ามองคนพูดเพราะอีกฝ่ายสูงใหญ่ราวกับยักษ์

 

“บางครั้งพายุก็สงบลงก่อนที่จะถึงฝั่ง แต่ความบ้าคลั่งของฝูงชนไม่อาจจะหยุดลงได้ง่าย ๆ หากท่านต้องหันดาบใส่คนเหล่านั้นเพื่อปกป้อง ‘ความสงบสุข’ ท่านจะทำลงไหม?”

 

“…”

 

“ไม่ต้องรีบตอบก็ได้ เก็บไปคิด ข้าเพียงถามเพราะท่านเป็นผู้หญิงพิลึก”

 

ริมฝีปากของหญิงสาวอ้าออกนิด ๆ คล้ายตัวโอ นางครุ่นคิดสักครู่ก็เอ่ยตอบออกไปอย่างฉะฉาน

 

“ตอนนี้ข้ายังให้คำตอบไม่ได้ แต่ข้าให้คำสัตย์ว่าจะมีคำตอบให้เจ้าได้สักวันหนึ่ง”

 

คำตอบของนางทำเอาคนถามนิ่งไปครู่หนึ่งเช่นกัน สมองของจาฮานกำลังประมวลผล แต่เมื่อดวงตาสีอเมทิสต์ของเขาสบกับดวงตาสีแซฟไฟร์เป็นประกายมุ่งมั่น มุมปากนั้นก็คลี่ยิ้มออกมา

 

“ข้าจะรอฟัง ขอให้พระแม่แห่งท้องทะเลคุ้มครองท่าน”

 

มือหนายกขึ้นเคาะที่ประตูสองสามครั้งก่อนจะผลักมันให้เปิดออกแต่ตนเองไม่ได้เข้าไปด้วย เสียงผู้คนพูดคุยกันจ๊อกแจ๊กแซ่ดออกมาจนฮิลเลรี่ไม่แน่ใจนักว่ามีคนอยู่ในนั้นกี่คน และผู้ที่ไม่ชอบสุงสิงกับคนอื่นอย่างเธอจะรับมือกับมันอย่างไรดี

 

“เชิญครับ กัปตันฮิลเลรี่”

 

“ขอบใจอีกครั้ง จาฮาน”

 

จาฮานผงกหัวให้กับฮิลเลรี่ รอจนหญิงสาวเข้าไปด้านในแล้วก็ปิดประตู เสียงคุยเซ็งแซ่นั่นจึงหายไปเหลือเพียงแต่ความเงียบสงบในปราสาทอีกครั้ง...