Work Text:
เสียงหอบอย่างประหวันพรั่นพรึงดังแว่วผ่านผนังบาง ๆ มิโคชิบะนอนบนเตียงติดกับห้องพักของเจ้าพัศดีเรือนจำผู้ไม่เอาไหนพอดี ฟังดูก็พอรู้ว่าเจ้าตัวพยายามกลั้นเสียงไว้ระดับหนึ่ง แต่กำแพงห้องที่ถูกชกจนเป็นรูซะหลายรูนับแต่ประจัณกับอาคังยาสึระครั้งแรก ก็ยิ่งทำให้ได้ยินเสียงจากอีกฟากหนึ่งง่ายขึ้น
มิโคชิบะจิ๊ปาก ปัดผ้าห่มออกจากกาย พลางผุดกายลุกเดินไปทางประตูห้อง
“ฉันไม่แนะนำหรอกนะ” แว่วเสียงหนึ่งดังมาจากเตียงสองชั้นไม่ไกลจากเขา – ชิองที่กึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่ชั้นบนดูเหมือนจะถูกปลุกให้ตื่นเช่นเดียวกัน—ไม่ก็นอนไม่หลับ “ชิบะเคนก็รู้นี่นาว่าปล่อยปฏิกิริยาแทร็ปให้เป็นเวลาส่วนตัวดีกว่า”
ในมุมมองแฮ็คเกอร์แล้ว ความเป็นส่วนตัวมันมีจริงที่ไหนเล่า “อย่างกับว่าที่พักนี้มีความเป็นส่วนตัวงั้นแหละ” มิโคชิบะตวัดเสียงกึ่งงึมงำแบบหมาเพิ่งตื่น “อีกไม่กี่ชั่วโมงทุกคนก็เจอปฏิกิริยาแทร็ปแล้วแหละ คนที่ขาดความเป็นส่วนตัวเป็นพวกเรานักโทษที่นอนอัดกันเป็นคอกแกะนี่แหละ ไม่ใช่ผู้คุมกินพืชนั่นสักหน่อย” พูดจบก็ออกจากห้องไป
ท่ามกลางบนสนทนาสั้น ๆ เรียวกะผู้นอนอยู่ที่เตียงชั้นล่างใต้ชิองยังคงนอนกรนต่อไป จากความอ่อนล้าที่พวกเขาทำความสะอาดห้องร่วมกันมาทั้งวัน
_
มิโคชิบะกดหัวคิ้วลงเมื่อพบว่าประตูห้องพักผู้คุมคุกล็อคอยู่
อย่างไรก็ตาม การสะเดาะกุญแจก็เป็นหนึ่งในการฆ่าเวลาตั้งต้นของแฮ็คเกอร์ทุกคน
มิโคชิบะคู้กายลงให้ตำแหน่งสายตาอยู่ระดับเดียวกับลูกบิดประตู ใช้ของพกพาติดกระเป๋าจัดการแบบบ้าน ๆ ไม่นานก็เปิดประตูเข้าไปได้
“ฮ้า ตัวขัดขวางการนอนชัด ๆ” เขาบ่น พลางปิดประตูตามหลัง หรี่ตามองบุรุษที่นอนคุดคู้อยู่ที่มุมห้อง รู้ว่าคนที่อยู่ตรงนั้นคือ ‘อินุไค’ หาใช่ ‘ใคร’ อื่น มิโคชิบะก้าวไปนั่งขัดสมาธิบนเตียงที่อยู่ไม่ไกลจากเจ้าของห้องอย่างถือวิสาสะ
“ข… ขออภัยด้วยครับ” อินุไคตอบเสียงสั่น มือทั้งสองกอบปิดหน้า เนื้อเสียงเปี่ยมด้วยความหวาดกลัวสยดสยอง มิโคชิบะคิดว่าอินุไคอาจไม่รู้ตัวว่ามีคนเข้ามาในห้องด้วยซ้ำ เขาอาจพูดกับตัวเองในเงาทมิฬของบาดแผลในจิตใจที่ไหนสักแห่ง แต่—คนเราไม่ได้ขาดสติสัมปชัญญะในช่วงปฏิกิริยาแทร็ปเสียทีเดียวหรอก—มิโคชิบะมีสมมุติฐานว่าสมองของคนส่วนใหญ่ก็แค่แยกประสาทไม่ได้เท่านั้นระหว่างภาพที่เกิดขึ้นในหัวกับสภาพรอบกายอันเป็นปัจจุบัน แต่ไม่ใช่สมองของมิโคชิบะ เขามักจะรับสารมากเกินไปเร็วเกินไปในช่วงปฏิกิริยาแทร็ป เช่นเดียวกับช่วงเวลาอื่น ๆ—อาจเว้นก็แต่เวลานอน ร่างกายที่อ่อนล้ายากจะดิ้นพ้นจากฝันร้ายเสมือนจริงได้ โดยเฉพาะคืนหลังใช้แฟนธ์เมทัลขึ้นแสดง
มิโคชิบะสงสัยว่าสมองของอินุไคเป็นอย่างไร เขาไม่เคยเห็นอีกฝ่ายระหว่างปฏิกิริยาแทร็ปมาก่อน – แน่นอนว่าเขาเคยยลของชิองกับเรียวกะ รวมถึงนักโทษคนอื่น ๆ—ใช่ว่าจะมีบานประตูปิดในเรือนจำเสียเมื่อไร อันที่จริงจะแฮ็คดูกล้องในห้องพัศดีก่อนหน้านี้ก็ได้ แต่ก่อนหน้านี้ มิโคชิบะไม่เคยสนใจ—หรืออาจเลี่ยงที่จะสนใจ คนเราสนใจไปไม่ได้ทุกเรื่องหรอก ถ้าไม่อยากพลั้งมือปล่อยไวรัสทำลายล้างโลก หรืออะไรเทือกนั้น
ความใคร่รู้เป็นปิศาจของมิโคชิบะ เขานั่งเท้าคางมองผู้คุมคุก ศอกเท้าเข่าตนเอง ตาสีอำพันมองสังเกตการณ์
“เห เป็นอินุไคจริง ๆ ด้วย” มิโคชิบะลากเสียง ขณะที่อีกคนครวญและยกมือขึ้นกุมศีรษะ “หมอนั่นออกมาตอนนายโดนด่า แต่ไม่ยักกะออกมารับปฏิกิริยาแทร็ปเองแฮะ แต่ก็นะ พอเข้าใจได้ ใช่ว่าจะมีอันตรายเข้ามาจริง ๆ จนจะต้องโผล่มาปกป้องเสียหน่อย” เขาเอนกายพิงผนัง ได้ยินเสียงเรียวกะเริ่มพูดตะกุกตะกักละเมอฝัน “อาการแทร็ปของเรียวกะจังก็ดูเหมือนจะเริ่มแล้วแฮะ”
“ไม่จริงน่า... ผมเป็นคนลงมือ—ตัวจริงของผมจริง ๆ แล้วเป็นแบบไหนกันแน่นะ...” ห้องทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าเล็ก ๆ ปกคลุมด้วยเสียงหอบของอินุไค
มิโคชิบะส่งเสียงงึมงำอย่างรำคาญในลำคอ แต่ไม่ได้ตอบอะไร เขาไม่มีความต้องการจะป้อนข้อมูลไปกระตุ้นความคิดอินุไคเพิ่ม
ขนาดคนที่ออกปากว่าเป็นคนสำคัญที่สุดของตัวเอง ยังจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าคือใคร ถึงจะลงมืออัดไปจนเก็บมาเป็นแผลใจก็ตาม—ว่ากันตรง ๆ อาจไม่ใช่แค่สองบุคลิก แต่มีมากกว่านั้นก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ ตัวตนที่ช่วยตัดแบ่งความทรงจำกับแบ่งเบาบทบาทในการใช้ชีวิต
อินุไคผุดลุกขึ้น เดินวนไปมาในห้อง ก่อนจะทรุดฟุบตัวขดลงกับเตียง
“เฮ้ย!” มิโคชิบะโวยเมื่อจู่ ๆ อีกฝ่ายคู้ขดเป็นเต่า เบียดเขาที่นั่งอยู่—ถึงเตียงจะเป็นของเจ้าของห้องก็เถอะ
อินุไคพลิกกายนอนตะแคง แต่ยังขดตัวคล้ายเด็กทารก เหงื่อผุดโชก นัยน์ตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว มองไปที่ไหนสักแห่งไกลออกไป ทะลุตัวมิโคชิบะที่อยู่ตรงหน้า
มิโคชิบะหลุบตามอง ยักยิ้มสมเพช “ยิ่งเป็นอินุไคยิ่งน่าสมเพช” เขาลากเสียง เจือการหัวร่อในลำคอ—รวมถึงความเอ็นดู คล้ายหยอกเพื่อน—ไม่สิ—คนรู้จักในวัยเดียวกันก็ไม่ปาน อันที่จริง จากความทรงจำที่สูญเสียไปของอินุไค เขาสงสัยอยู่เหมือนกันว่าประสบการณ์ช่วงเวลาการใช้ชีวิตของอินุไคนั่นจะนับเป็นอายุเท่าไรแน่ อาจละอ่อนเทียบเท่าหน้าตาก็ได้ “คุณลุงหน้าอ่อนเอ๊ย” เขาพึมพำ
อินุไคหลับตาลง คล้ายจะสลบหลับใหล ก่อนจะเข้าสู่ห้วงฝันร้าย พึมพำคำขู่และปริปากถึงการเข่นฆ่า
นั่นคือสิ่งสุดท้ายที่มิโคชิบะเห็นด้วยสติสมบูรณ์ครบ ก่อนที่ปฏิกิริยาแทร็ปของตนจะสาดซัดเข้ามา
_
เมื่อมิโคชิบะลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้ง เขาได้ยินเสียงรินชาตามมาด้วยกลิ่นของมัน เขาดึงผ้าห่มขึ้นมากระชับกาย ได้กลิ่นสบู่แข็งที่อินุไคชอบใช้เจือจาง
“อ๊ะ ตื่นแล้วหรือครับ มิโคชิบะคุง” อินุไคหันมา ยิ้มอ่อนโยนดูมีชีวิตชีวาเป็นปกติ ติดก็แต่ใต้ตาดำเจือจางที่ทุกคนมักจะมีหลังติดแทร็ป “ชาไหมครับ อา... แต่น้ำเปล่าอาจจะดีกว่านะ ช่วงนี้อากาศร้อน ต้องระวังเรื่องการขาดน้ำด้วย”
“อือ” มิโคชิบะรับแก้วน้ำเปล่ามาดื่ม ก่อนจะเรียกร้องเพิ่ม ตามประสาวัยรุ่นเปรตคนหนึ่ง “ขอเอเนอร์จี้ดริงค์กระป๋องหนึ่งสิ”
“อ๊ะ-อ้อ ในห้องนี้พอจะมีอยู่นะครับ เอ...” อินุไคลนลานไปหาให้จากใต้ลิ้นชัก – ล็อตที่เขาเก็บไว้เผื่อมิโคชิบะโวยวายเป็นพิเศษ อินุไคส่งเอเนอร์จี้ดริงค์ยี่ห้อ ‘Mad Dog’ มาให้นักโทษอย่างเขาโดยง่าย โดยไร้เงื่อนไข
มิโคชิบะคว้ามันมาดื่ม ตอนเปิดมีเสียงคลิกจังหวะเดียวกับเสียงซ่าแผ่วจาง ห้องตกอยู่ในความเงียบเพียงไม่กี่อึดใจ ไม่กี่อึดใจที่เพียงพอให้สมองเขานึกถึงเหตุการณ์หลายเรื่องในเวลาเดียว มิโคชิบะนึกถึงผู้คุมคุกกลิ่นขี้ไคลคนอื่น นึกถึงครั้งแรกที่เขาต้องเข้าคุกแล้วโดนสั่งให้ถอดเสื้อผ้า ก่อนจะโดนน้ำสายยางฉีดล้างตัว—ช่วงเวลาอัปยศสั้น ๆ ก่อนที่เขาจะคว้าตำแหน่งแร็ปตัวท็อป ๆ ในเรือนจำมาได้ มิโคชิบะนึกถึงไม่กี่ชั่วโมงก่อน ยามเขาพูดพึมพำงึมงำบ่นรัวเร็วระหว่างปฏิกิริยาแทร็ป—และอินุไคที่ตื่นมาเจอเขาแบบนั้น ถึงอย่างนั้นก็ยังคอยดูอยู่ด้วยกันอย่างใกล้ชิด ก่อนเขาจะหลับสู่ห้วงฝันร้าย นึกถึงเสียงร่ำไห้ของชิองและเสียงพูดพรั่นพรึงระคนกราดเกรี้ยวของเรียวกะที่ลอดผ่านผนังเมื่อคืน นึกถึงการที่สมองอัจฉริยะเจ้าปัญหาของตนยังจำได้หลายสิ่งแม้ตอนแทร็ป นึกถึงเรื่องที่ตัวตนของเขาถูกรัฐบาลละเลย ปกปิดให้โลกลืมเลือน—แต่ไม่ว่ายังไงการมีอยู่ของเขาแทบไม่ใช่ส่วนหนึ่งของเสียงแมลงวันร้องหึ่ง ๆ ของมนุษยชาติอยู่ดี
ท่ามกลางห้วงความคิดเหล่านั้น ก็ยังสังเกตเห็นแววตาเคลือบแคลงเจือลังเลของอินุไค
นั่นสินะ ต่อให้อยู่แออัดกันเป็นฝูงสัตว์ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะมีความเชื่อใจให้กันได้ – เขาก็พอรู้ โกคุลัคไม่เหมือนอาคังยาสึระ—ซึ่งในแง่หนึ่งก็ดีแล้ว แค่ไม่ดีต่อการแสดงและทำเพลงเป็นครั้งคราวก็เท่านั้น
มิโคชิบะไม่อยากอยู่กับความเพ้อพกเรื่องสายใยครอบครัวที่เชื่อใจกันแบบนั้น
หรือหากพูดให้ถูก คือทำไม่ได้ด้วยซ้ำ
“อะไรเล่า อินุไค” มิโคชิบะตวัดเสียงรำคาญ
“เอ่อ... ผมไม่ได้... ทำอะไรหรือพูดอะไรไม่ดีกับมิโคชิบะคุงใช่ไหมนะครับ ช่วงที่มีปฏิกิริยาแทร็ป...” อินุไคเกาแก้ม ขณะยิ้มแก้เก้อ
มิโคชิบะหัวเราะก๊าก เสียงเหมือนไฮยีน่ามากกว่าหมาชิบะ เขาพ่นลมทางจมูกฮึ “นึกว่าพวกเราคุยกันในทีมไปแล้วซะอีกนะ เชื่อในตัวเองให้มากกว่านี้ซี่ อินุไค” เขาซดเครื่องดื่มกระป๋องในมือต่ออย่างไม่ยี่หระ เพี้ยน พิลึกคน ไม่ใช่ว่าสิ่งที่ควรถามคือเขาเข้ามาในห้องนี้ได้ยังไงหรอกหรือ
ไม่เอาไหน
ดูยังไงก็ไม่น่าจะเอาตัวรอดในโลกนี้ได้เลย
อินุไคหัวเราะแหะ ๆ หางคิ้วตกลง “ถึงจะพูดอย่างนั้นก็เถอะครับ... แต่ก็เป็นหน้าที่ของผมที่ต้องคอยยืนยันให้แน่ใจทั้งเรื่องสภาพร่างกายและจิตใจของพวกคุณนี่ครับ”
แต่ไอ้ความพยายามจะดูแลคนอื่นนี่มันอะไร มิโคชิบะไหวไหล่ “ตอนนี้ไม่ต้องตื่นตามเวลาคุกนี่ ฉันนอนต่อล่ะ”
“เอ๋ ที่นี่หรือครับ ไม่ได้นะครับ กลับไปอีกห้องดีกว่า โทสะคุงก็ถามหาเมื่อเช้าด้วย อีกสักพักมาทานอาหารเช้าพร้อมหน้าพร้อมตากับทุกคน—”
“ไม่สน!”
“มิโคชิบะคุงงง”
มิโคชิบะหลับตาหาว สมองของเขายังเต็มไปด้วยความคิดเชื่อมโยงและปะปนกันไปเป็นทอด ๆ ยุ่งเหยิงหากแจ่มจัดชัดเจน หนึ่งในนั้นคือตอนที่อินุไคเรียกชื่อเขาครั้งแรก แล้วบอกว่าทนไม่ได้หากต้องเรียกนักโทษเช่นพวกเขาด้วยหมายเลข น่ารำคาญน่ารำคาญน่ารำคาญไอ้คนไร้ประโยชน์
“โธ่ มิโคชิบะคุง” อินุไคถอนหายใจเฮือก “เอาเถอะ ก่อนอื่น... อาหารเช้าเอาเป็นไข่ดาวหรือออมเล็ตดีครับ ถ้ามิโคชิบะคุงไม่ช่วยเตรียมอาหารล่ะก็ ยังไงช่วยเอาจานชามกับตะเกียบออกมาวางที่โต๊ะได้ไหมครับ”
“ใครจะไปทำ—เอาไข่ดาว ไม่ต้องสุกมาก”
“ได้ครับ รอสักครู่นะครับ”
มิโคชิบะยักยิ้มกับตัวเอง ขณะฟังเสียงคุณผู้คุมเปิดประตูออกไปจากห้อง ในทีมคงมีแค่เขากับชิองที่พอประเมินออกว่าหากมิโคชิบะเอาจริง การจะแหกคุกออกไปก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้
แต่ไม่ไหวหรอก เขาเป็นประเภทที่ถ้าไม่มีโซ่ล่ามคอไว้แบบนี้ ก็คงพลั้งมือทำลายโลกนี้เข้าสักวัน
อีกอย่าง—โลกก็ไม่ได้ดูแคบนัก เมื่ออยู่กับโกคุลัค
